×


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - saibennn9

หน้า: [1] 2 3 ... 7
1
การเช่าที่ดินโดยเข้าใจว่าที่ดินติดถนน แต่ปรากฏว่าไม่เป็นเช่นนั้น คุณจะทำอย่างไร
   หลายๆ คน คงเคยมองหาที่ดินสักแหล่งเพื่อเปิดร้านค้า แน่นอนว่า ที่ดินนั้นจะต้องเป็นทำเลที่ดีหรือติดถนนนั้น เพราะการมีทำเลที่ดี ก็ย่อมเพื่อโอกาสให้กับตนเองในการทำยอดขายหรือกำไร จากการที่คนมีสันจรไปมาหน้าร้านของคุณ แต่ก่อนที่จะไปถึงฝันตรงนั้น บางคนอาจประสบปัญหาของเรื่องที่ว่า คุณเข้าใจว่า คุณได้เช่าที่ดินติดถนน แต่ความเป็นจริงแล้วกลับปรากฏว่า เป็นที่ดินอีกแห่งหนึ่ง คุณรู้หรือไม่ ว่าการทำสัญญาเช่าที่ดินแบบนี้ มีข้อกฎหมายบัญญัติถึงเรื่องที่เกิดขึ้นด้วย  จะเป็นอย่างไรนั้น ทนายเชียงใหม่ จะได้นำมาให้ท่านทราบในบทความนี้
   ตามกฎหมายแล้วกรณีดังกล่าว กฎหมายเรียกว่า “การสำคัญผิดคุณสมบัติของทรัพย์สิน” โดยมีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดไว้ใน มาตรา ๑๕๗ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่า   “การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์สินเป็นโมฆียะ
   ความสำคัญผิดตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นความสำคัญผิดในคุณสมบัติซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ ซึ่งหากมิได้มีความสำคัญผิดดังกล่าวการอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทำขึ้น”
   โดยผลของการทำสัญญาที่เป็นโมฆียกรรมนั้น ทำให้สัญญาที่ทำสัญญาเช่าที่ดินกันนั้น สมบูรณ์จนกว่าจะได้บอกเลิกการทำสัญญาเช่าที่ดินนั้นเอง ท่านผู้อ่านคงสงสัยว่า ทำให้ทนายความเชียงใหม่ยังบอกอีกว่า มีผลสมบูรณ์อยู่ ทนายจังหวัดเชียงใหม่จึงขอตอบตรงนี้เลยว่า เป็นเพราะกฎหมายกำหนดไว้เช่นนั้น
   แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เช่าอาจจะเห็นที่ดินที่เช่าโดยสำคัญผิดว่า เป็นที่ดินที่สวย สงบ ห่างไกลจากผู้คน จึงต้องการที่ดินที่เช่านั้นไว้ ผู้เช่าสามารถให้สัตยาบันแต่สัญญาเช่าที่ดินที่เป็นโมฆียกรรมนี้ได้ ทำให้สัญญาเช่าที่ดินนี้เป็นสัญญาเช่าที่สมบูรณ์นับแต่ได้ทำสัญญาเช่าที่ดินกัน
   ดังนั้นจะเห็นได้ว่า สัญญาเช่าที่ดินที่เป็นโมฆียกรรมนั้น สามารถใช้สิทธิในการบอกล้างสัญญาเช่าที่ดินหรืออาจจะใช้สิทธิในการให้สัตยาบันแก่สัญญาเช่าที่ดินได้   
   และในวันนี้ ไม่ว่าผู้อ่านจะเป็นนักศึกษา หรือเป็นผู้ประกอบอาชีพอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นอาชีพที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับการเช่าที่ดิน ทนายความจังหวัดเชียงใหม่ ก็จะขอฝากคำพิพากษาของศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้สัก  1 เรื่อง เพื่อให้เป็นตัวอย่างในการประกอบเรื่องราวที่ผู้เขียนได้จัดพิมพ์บทความนี้ ดังนี้
   คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3105/2553
   ในขณะทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาท ตามสัญญาเช่าที่ดินต่างตอบแทนพิเศษ โจทก์ไม่รู้อย่างแท้จริงว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวไม่ติดกับถนนเทอดไท โดยมีที่ราชพัสดุคั่นอยู่ การที่โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจึงเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินที่เช่าซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ ซึ่งหากโจทก์ไม่ได้มีความสำคัญผิดดังกล่าวคงจะไม่ทำสัญญาเช่าที่ดินกับจำเลยทั้งสาม ดังนั้น การแสดงเจตนาทำสัญญาเช่าที่ดินของโจทก์จึงเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. 157 แม้โจทก์จะขอเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ที่มีที่ดินคั่นอยู่ก่อนติดถนนเทอดไทก็ตาม เมื่อตีความสัญญาเช่าที่ดินพิพาทดังกล่าวโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีในทางสุจริตแล้ว ต้องถือว่าไม่อยู่ในความประสงค์ของโจทก์ที่จะต้องการเข้าทำสัญญาดังกล่าว เพราะโจทก์ต้องการเช่าที่ดินพิพาทที่ติดกับถนนเทอดไทเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องทางเข้าออกในการดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันในภายหลัง มิฉะนั้นโจทก์จะไม่ยอมเสียค่าตอบแทนสิทธิการเช่าเป็นเงินมากถึง 16,000,000 บาท และยังต้องเสียค่าเช่าเป็นรายเดือนอีก ทั้งกรณีไม่ใช่เรื่องความชำรุดบกพร่องแห่งทรัพย์สินที่เช่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 549 และมาตรา 551 อันจำเลยทั้งสามจะยกขึ้นอ้างได้ เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสามและจำเลยทั้งสามได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาดังกล่าวจึงมีผลเท่ากับเป็นการบอกล้างโมฆียกรรมและต้องถือว่าสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะมาตั้งแต่เริ่มแรก และมีผลเท่ากับการเช่าที่ดินพิพาทมิได้เกิดมีขึ้น จึงไม่ก่อสิทธิใดๆ แก่จำเลยทั้งสามที่จะยึดเอาเงินของโจทก์ไว้ได้ โจทก์และจำเลยทั้งสามก็ต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 จำเลยทั้งสามต้องคืนเงินที่ได้รับแก่โจทก์ ทั้งโจทก์ก็ต้องส่งมอบที่ดินพิพาทในสภาพเรียบร้อยคืนแก่จำเลยทั้งสาม
   

2
โทษประหารชีวิตในประเทศไทย
ตามประมวลกฎหมายอาญา ประเทศไทยมีโทษทางอาญา สำหรับผู้กระทำความผิดทางอาญา ดังนี้
(1) ประหารชีวิต
(๒) จำคุก
(๓) กักขัง
(๔) ปรับ
(๕) ริบทรัพย์สิน
 
โทษประหารชีวิต ถือเป็นโทษหนักสุดของการลงโทษผู้กระทำความผิด ซึ่งวิธีการประหารชีวิต จะกระทำโดยวิธีการฉีดยาหรือสารพิษเข้าสู่ร่างกายของผู้ต้องโทษประหารชีวิต
 
ข้อยกเว้น ผู้กระทำความผิดที่ได้กระทำความผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิต แต่ที่ไม่ต้องรับโทษประหารชีวิต
โทษประหารชีวิตและโทษจำคุกตลอดชีวิตจะไม่นำมาใช้บังคับแก่ผู้กระทำความผิดในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี >>> ผู้กระทำความผิดในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีได้กระทำความผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ให้ถือว่าระวางโทษดังกล่าวได้เปลี่ยนเป็นระวางโทษจำคุกห้าสิบปี
 
สิทธิของนักโทษประหารชีวิต
๑. สิทธิในการถวายเรื่องราวขอพระราชทานอภัยโทษ
๒. ได้รับการตรวจสุขภาพจิต และสำหรับนักโทษหญิงต้องได้รับการตรวจการตั้งครรภ์ด้วย
๓. สิทธิในการแสดงเจตนาจัดการทรัพย์สิน
๔. เขียนจดหมายหรือส่งข้อความบอกกล่าว หรือจะโทรศัพท์พูดกับญาติหรือผู้ใด หรือมีความประสงค์จะทำสิ่งใด ซึ่งเจ้าพนักงานเรือนจำพิจารณาแล้วเห็นสมควรก็ให้เรือนจำอำนวยความสะดวกให้ แต่การส่งข้อความหรือการพูดคุยโทรศัพท์สามารถกระทำได้ตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร ทั้งนี้ให้เรือนจำจัดเตรียมโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารไว้เป็นกาเฉพาะ
๕. ให้เรือนจำสอบถามนักโทษถึงอาหารมื้อสุดท้าย และหากไม่เป็นการเหลือวิสัยให้
เรือนจำจัดให้ตามสมควรและเหมาะสม
๖. ก่อนจะนำตัวไปประหารชีวิต ให้นักโทษได้มีโอกาสประกอบพิธีกรรมทางศาสนาหรือลัทธิตามความเชื่อของตนในเวลาที่พอเหมาะ
 
ขั้นตอนการประหารชีวิต
เมื่อถึงเวลาประหารชีวิตนักโทษ ให้เรือนจำจัดเจ้าพนักงานของเรือนจำรักษาความปลอดภัยและระวังเหตุให้อยู่ในความเรียบร้อยตามสมควรแล้วนำนักโทษที่จะทำการประหารชีวิตไปยังสถานที่ซึ่งได้เตรียมไว้ และดำเนินการดังนี้
(๑) นำตัวนักโทษที่จะทำการประหารชีวิตให้นอนลงบนเตียงที่จัดเตรียมไว้เพื่อการประหารชีวิต พร้อมทั้งทำการพันธนาการป้องกันมิให้นักโทษดิ้นรนขัดขืน
(๒) ให้พนักงานเรือนจำซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยคำสั่งของผู้บัญชาการเรือนจำจัดเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการไว้ให้พร้อม และทำการแทงเข็มสำหรับฉีดยาหรือสารพิษเข้าเส้นเลือดในร่างกายของนักโทษที่จะถูกประหารรอไว้โดยต่อเข้ากับสายท่อหรืออุปกรณ์บรรจุยาหรือสารพิษที่จะปล่อยเข้าสู่ร่างกายของนักโทษที่จะถูกประหาร พร้อมทั้งติดตั้งเครื่องตรวจวัดสัญญาณการเต้นของหัวใจเข้ากับร่างกายนักโทษที่จะถูกประหาร หันจอแสดงให้คณะกรรมการและสักขีพยานได้สังเกตเห็นโดยชัดเจน
(๓) เมื่อการดำเนินการตามข้อ (๒) เสร็จเรียบร้อย และได้รับสัญญาณให้ทำการประหารชีวิต ให้เจ้าพนักงานเรือนจำผู้ทำการฉีดยาหรือสารพิษจัดการปล่อยหรือฉีดยาหรือสารพิษเข้าสู่ร่างกายของนักโทษประหารให้ตายเสียต่อหน้าคณะกรรมการและสักขีพยาน
(๔) ให้แพทย์ประจำเรือนจำที่ทำการประหารชีวิตนักโทษหรือแพทย์ของทางราชการ๑ คน ร่วมกับคณะกรรมการตามข้อ ๗ ตรวจพิสูจน์การตายของนักโทษ โดยให้แพทย์และคณะกรรมการทำบันทึกยืนยันการตายของนักโทษที่ถูกประหารชีวิต และประกาศผลการประหารชีวิตให้สักขีพยานทราบในวันนั้น
 
ให้เรือนจำจัดจัดเก็บศพของนักโทษที่ถูกประหารชีวิตไว้ในเรือนจำเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า ๑๒ ชั่วโมง เมื่อล่วงเลยระยะเวลาดังกล่าวแล้วให้แพทย์ของทางราชการร่วมกับผู้บัญชาการเรือนจำตรวจสอบโดยทำบันทึกยืนยันการตายอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อนักโทษเสียชีวิตแล้วให้เรือนจำแจ้งญาติทราบในโอกาสแรก หากมีญาติมาขอรับ
ให้มอบศพนั้นไป แต่ถ้าไม่มีญาติมาขอรับก็ให้จัดการเผาหรือฝังตามที่เรือนจำจะเห็นสมควรต่อไป
 
 
 
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ทนายความเชียงใหม่

เครดิต : https://www.xn--42cgi4cjab1btnchd1exbza5gvad6dvnqc6f.com/

Tags :  รับว่าความ , รับทำคดีความเชียงใหม่

3
การไปใช้สิทธิเลือกตั้งนั้น คือหน้าที่ของปวงชนชาวไทยทุกคน ที่มีหน้าที่ต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในหมวด ๔ หน้าที่ของปวงชนชาวไทย
มาตรา ๕๐ (๗) บัญญัติไว้ว่า “ไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือลงประชามติอย่างอิสระโดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ”
แต่ก็ใช่ว่าทุกคนที่เป็นคนไทยเกิดมาปุ๊บก็จะต้องไปเลือกตั้งปั๊บ กฎหมายก็ได้กำหนดเงื่อนไขหรือคุณสมบัติของคนไทยที่จะมีสิทธิเลือกตั้งอีกทีหนึ่ง ดังนี้
บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
(๑) มีสัญชาติไทย แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี
(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีในวันเลือกตั้ง
(๓) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งอยู่นอกเขตเลือกตั้งที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งเป็นเวลาน้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง หรือมีถิ่นที่อยู่นอกราชอาณาจักร จะขอลงทะเบียนเพื่อออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง ณ สถานที่ และตามวันเวลา วิธีการ และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยมิได้แจ้งเหตุอันสมควรตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อาจถูกจำกัดสิทธิบางประการตามที่กฎหมายบัญญัติ”

บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
(๑) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
(๒) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่
(๓) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
(๔) วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ”

แล้วถ้าเกิดวันนั้น เราไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ผลจะเป็นอย่างไร และมีทางแก้ไขอย่างไรได้บ้าง
ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและไม่ได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
หรือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วแต่เหตุนั้นไม่ใช่เหตุอันสมควร ผู้นั้นถูกจำกัดสิทธิ ดังต่อไปนี้
(๑) ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
(๒) สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา
(๓) สมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้านตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่
(๔) ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง และ
ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา
(๕) ดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ประธานที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
การจำกัดสิทธิให้มีกำหนดเวลาครั้งละสองปีนับแต่วันเลือกตั้งครั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และหากในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ผู้นั้นไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งอีกให้นับเวลาการจำกัดสิทธิครั้งหลังนี้โดยนับจากวันที่มิได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งใหม่ หากกำหนดเวลาการจำกัดสิทธิครั้งก่อนยังเหลืออยู่เท่าใดให้กำหนดเวลาการจำกัดสิทธินั้นสิ้นสุดลง

ทางแก้ไข หากท่านไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง มีดังนี้
ในการเลือกตั้งครั้งใด ถ้าผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้เนื่องจากมีเหตุอันสมควร ให้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อบุคคลซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งไว้ในแต่ละเขตเลือกตั้งภายในเจ็ดวันก่อนวันเลือกตั้งหรือภายในเจ็ดวันนับแต่วันเลือกตั้ง แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นไม่อาจแจ้งได้ภายในเจ็ดวันก่อนวันเลือกตั้ง ให้ดำเนินการแจ้งตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด ทั้งนี้ การแจ้งเหตุดังกล่าวไม่เป็นการตัดสิทธิที่ผู้นั้นจะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
ในการแจ้งที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทำเป็นหนังสือหรือโดยวิธีการอื่นเพื่อชี้แจงเหตุดังกล่าว โดยอาจมอบหมายให้บุคคลใดไปยื่นต่อบุคคลซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งแทน หรือจัดส่งหนังสือชี้แจงเหตุนั้นทางไปรษณีย์ลงทะเบียน หรือแจ้งโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้


4
ตามที่ท่านเข้าใจกันว่า บิดา มารดา ที่จดทะเบียนสมรสเท่านั้น ที่จะมีหน้าที่ต้องมาเลี้ยงดูบุตรตามกฎหมาย การที่พ่อแม่ ของเด็กไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน บิดาจึงไม่มีหน้าที่ต้องมาเลี้ยงดูบุตร แต่ทั้งนี้ เป็นทางแก้ข้อกฎหมายดังกล่าว หรือที่เรียกว่า เทคนิคในทางกฎหมายนั้น เอง มียังไงนั้นมาดูกัน
          ก่อนอื่น จะต้องทำให้บิดาเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของบุตร ก่อน ทำให้ยังไงนั้น
          ป.พ.พ. มาตรา 1547 กำหนดว่า “เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลังหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร”
          ตามหลักกฎหมาย มาตรา 1547 ได้กำหนดวิธีการให้เด็กเป็นบุตรโดยถูกต้องตามกฎหมายไว้ด้วยกัน ๓ วิธี คือ
                   1.บิดา มารดา ได้จดทะเบียนสมรสกันภายหลังเด็กเกิด
                   2.บิดา ไปจดทะเบียนว่าเป็นบุตร ต่อที่ว่าการอำเภอ
                   3.ศาลพิพากษาว่า บิดานอกกฎหมาย เป็นบิดาของเด็ก
          จากข้อกฎหมายดังกล่าว แสดงว่า หากพ่อเด็กไม่ยอมไปจดทะเบียนสมรสหรือจดทะเบียนว่าเด็กเป็นบุตรของตนเองแล้ว แม่เด็กมีทางเลือกทางเดียวคือ จำเป็นจะต้องฟ้องคดีต่อศาลเพื่อ ขอให้บิดาเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย
          ส่วนหลักฐานในการดำเนินการเพื่อฟ้องคดีนั้น ต้องพิจารณาไปรายๆ ไป
          จากนั้น เมื่อศาลพิพากษาให้ บิดานอกกฎหมายเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมาย แล้ว ถือว่า เด็กเป็นบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมายของบิดาแล้ว ส่งผลตามกฎหมาย คือ
          1.ทำให้เด็กสามารถเป็นทายาทโดยธรรมตามกฎหมายที่มีสิทธิรับมรดก ในฐานะผู้สืบสันดาน
          2.ก่อสิทธิหน้าที่ระหว่าง บิดา กับ เด็ก เช่น หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูเด็กจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกกรณีเด็กกระทำละเมิด เป็นต้น
          3.ความเป็นบุตร ระหว่าง บิดา กับเด็ก ให้มีผลย้อนหลังไปจนถึง เด็กเกิด
          หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูของบิดา ต่อบุตร สามารถเรียกร้องได้เท่าไหร่
เมื่อตามกฎหมายแล้ว กฎหมายกำหนดให้บิดา เป็นบิดาของเด็กนับแต่เด็กเกิด ดังนั้น บิดาย่อมมีหน้าที่อุปการะเด็กตั้งแต่เด็กเกิด แม่เด็กจึงสามารถฟ้องเรียก ค่าเลี้ยงดู จากบิดา ย้อนหลังนับแต่เด็กเกิดไปจนถึงเด็กบรรลุนิติภาวะ ได้
          ทั้งนี้ มีคำพิพากษาของศาลตัดสินเกี่ยวกับข้อกฎหมายดังกล่าวไว้ด้วย ดังนี้
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7345/2560
          โจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยซึ่งเป็นบิดา เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่โจทก์เกิดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,720,000 บาท จำเลยให้การว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ได้ขาดอายุความตามมาตราดังกล่าว เพราะมิใช่การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา จำเลยกลับอุทธรณ์ว่า คดีขาดอายุความตามมาตรา 1547 แทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ประเด็นนี้เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้น จำเลยมิได้โต้แย้งโดยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ประเด็นอายุความจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้อายุความในคดีแพ่งจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่จำเลยต้องยกต่อสู้เป็นประเด็นตั้งแต่ในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยไม่ยกต่อสู้ ที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย จึงชอบแล้ว
          เดิม ป.พ.พ. มาตรา 1557 บัญญัติให้การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผล... (3) นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาว่าเป็นบุตร แต่ต่อมาได้มีการแก้ไข ป.พ.พ. มาตราดังกล่าว นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2551 ให้มีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด บทบัญญัติดังกล่าวมีผลให้เด็กมีฐานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายย้อนหลังไปนับแต่วันที่เด็กเกิด ย่อมมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูได้นับแต่วันคลอดและสามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรรวมกันมาเป็นคดีเดียวกับการฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรได้ทีเดียว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีภายหลังวันที่ ป.พ.พ. แก้ไขเพิ่มเติม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูนับแต่วันที่โจทก์เกิดจนถึงวันฟ้องจึงชอบแล้ว หาใช่นับแต่เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดตามที่จำเลยฎีกาไม่
          แม้บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1564 จะกำหนดให้บิดามารดามีหน้าที่ร่วมกันอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างเป็นผู้เยาว์อันมีลักษณะเป็นลูกหนี้ร่วมกัน และในระหว่างลูกหนี้ร่วมกันย่อมจะต้องรับผิดเป็นส่วนเท่ากันก็ตาม แต่ไม่จำเป็นเสมอไปว่าบิดามารดาต้องให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรเป็นจำนวนเท่า ๆ กันตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาปรับแก้ให้เท่ากัน โดยลดค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ จากที่ศาลชั้นต้นพิพากษากำหนดให้รวม 1,370,000 บาท เหลือ 685,000 บาท เพราะการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดู ป.พ.พ. มาตรา 1598/38 กำหนดให้ศาลคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดี ทั้งมาตรา 1598/39 ศาลจะสั่งแก้ไขค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นหรือลดลงในภายหลังก็ได้ แม้โจทก์มิได้ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในปัญหาข้อนี้ แต่การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจกำหนดได้ตามที่เห็นควร แม้คู่ความมิได้ขอ และมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด 1,370,000 บาท จึงชอบแล้ว
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ทนายความเชียงใหม่

ขอบคุณบทความจาก : https://www.xn--42cgi4cjab1btnchd1exbza5gvad6dvnqc6f.com/

Tags :  รับว่าความ , ที่ปรึกษาทางกฎหมาย , รับทำคดีความเชียงใหม่

5
การไปใช้สิทธิเลือกตั้งนั้น คือหน้าที่ของปวงชนชาวไทยทุกคน ที่มีหน้าที่ต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในหมวด ๔ หน้าที่ของปวงชนชาวไทย (ทนายเชียงใหม่)
มาตรา ๕๐ (๗) บัญญัติไว้ว่า “ไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือลงประชามติอย่างอิสระโดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ”
แต่ก็ใช่ว่าทุกคน ที่เป็นคนไทยเกิดมาปุ๊บก็จะต้องไปเลือกตั้งปั๊บ กฎหมายก็ได้กำหนดเงื่อนไขหรือคุณสมบัติของคนไทยที่จะมีสิทธิเลือกตั้งอีกทีหนึ่ง ดังนี้
บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
(๑) มีสัญชาติไทย แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี
(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีในวันเลือกตั้ง
(๓) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งอยู่นอกเขตเลือกตั้งที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งเป็นเวลาน้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง หรือมีถิ่นที่อยู่นอกราชอาณาจักร จะขอลงทะเบียนเพื่อออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง ณ สถานที่ และตามวันเวลา วิธีการ และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยมิได้แจ้งเหตุอันสมควรตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อาจถูกจำกัดสิทธิบางประการตามที่กฎหมายบัญญัติ”
 
บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
(๑) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
(๒) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่
(๓) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
(๔) วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ”
 
แล้วถ้าเกิดวันนั้น เราไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ผลจะเป็นอย่างไร และมีทางแก้ไขอย่างไรได้บ้าง
ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและไม่ได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
หรือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วแต่เหตุนั้นไม่ใช่เหตุอันสมควร ผู้นั้นถูกจำกัดสิทธิ ดังต่อไปนี้
(๑) ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
(๒) สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา
(๓) สมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้านตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่
(๔) ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง และ
ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา
(๕) ดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ประธานที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
การจำกัดสิทธิให้มีกำหนดเวลาครั้งละสองปีนับแต่วันเลือกตั้งครั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และหากในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ผู้นั้นไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งอีกให้นับเวลาการจำกัดสิทธิครั้งหลังนี้โดยนับจากวันที่มิได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งใหม่ หากกำหนดเวลาการจำกัดสิทธิครั้งก่อนยังเหลืออยู่เท่าใดให้กำหนดเวลาการจำกัดสิทธินั้นสิ้นสุดลง
 
ทางแก้ไข หากท่านไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง มียังนี้
ในการเลือกตั้งครั้งใด ถ้าผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้เนื่องจากมีเหตุอันสมควร ให้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อบุคคลซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งไว้ในแต่ละเขตเลือกตั้งภายในเจ็ดวันก่อนวันเลือกตั้งหรือภายในเจ็ดวันนับแต่วันเลือกตั้ง แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นไม่อาจแจ้งได้ภายในเจ็ดวันก่อนวันเลือกตั้ง ให้ดำเนินการแจ้งตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด ทั้งนี้ การแจ้งเหตุดังกล่าวไม่เป็นการตัดสิทธิที่ผู้นั้นจะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง(ทนายความเชียงใหม่)
ในการแจ้งที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทำเป็นหนังสือหรือโดยวิธีการอื่นเพื่อชี้แจงเหตุดังกล่าว โดยอาจมอบหมายให้บุคคลใดไปยื่นต่อบุคคลซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งแทน หรือจัดส่งหนังสือชี้แจงเหตุนั้นทางไปรษณีย์ลงทะเบียน หรือแจ้งโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้
 

เครดิต : https://www.xn--42cgi4cjab1btnchd1exbza5gvad6dvnqc6f.com/

Tags :  ทนายเชียงใหม่

6
อื่นๆ / เมื่อบุตรที่อยู่ในความปกครองไปทำล
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 28, 2019, 11:16:26 am »
“บิดามารดา ต้องร่วมรับผิด ในกรณีที่บุตรที่มีอายุไม่ถึง ๒๐ ปี ไปทำละเมิดผู้อื่น “
พ่อแม่ มีหน้าที่ดูแลเอาใจใส่ความประพฤติในทุกๆด้านของบุตรผู้เยาว์ จะต้องคอยอบรมสั่งสอนดูแล ตลอดจนควบคุมบุตรผู้เยาว์มิให้ออกไปประพฤติตนก่อให้เกิดความเดือดร้อน เสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นด้วย โดยจะอ้างไม่ได้ว่า ไม่ได้บอกหรืออนุญาตให้บุตรผู้เยาว์ไปกระทำละเมิดต่อผู้อื่น กฎหมายได้กำหนดให้พ่อแม่ผู้ปกครองมีหน้าที่ดูแลบุตรผู้เยาว์ เมื่อไม่ดูแล หรือไม่ใส่ใจดูแลให้ดี หรือดูแลดีแล้ว แต่ใช้ความระมัดระวังไม่เพียงพอ เมื่อบุตรผู้เยาว์ไปทำละเมิดก่อให้เกิดความเดือดร้อน เสียหายแก่ ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของผู้อื่น บิดามาดาก็ต้องร่วมรับผิดกับผู้เยาว์ด้วย   ดังกรณีตัวอย่างคำพิพากษาฎีกา ตัวอย่างต่อไปนี้
 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1892/2535
จำเลยที่ 1 ยืมรถยนต์ของโจทก์ไปใช้เมื่อเวลาประมาณ 10 นาฬิกาโดยจะส่งคืนในวันรุ่งขึ้นและรับว่าจะไม่ให้คนอื่นยืมต่อ จนเวลาประมาณ 23 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไปรับจำเลยที่ 2 ซึ่งมีอายุ 19 ปี เป็นบุตรผู้เยาว์ของจำเลยที่ 3 ที่ 4 ไปเที่ยวโดยมีเพื่อนหญิงชายอีกหลายคนไปด้วย พากันไปรับประทานอาหารและดื่มสุราจนถึงเวลา 2 นาฬิกา ของวันใหม่ จึงพากันไปนอนที่โรงแรมจนเวลา 4 นาฬิกาเศษ จำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์ของโจทก์ออกจากโรงแรมพาเพื่อนหญิงกลับบ้านในระหว่างทางรถยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับได้พลิกคว่ำเสียหาย โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ในฐานละเมิดที่จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ของโจทก์โดยประมาทเป็นเหตุให้รถยนต์พลิกคว่ำเสียหาย และจำเลยที่ 3 ที่ 4 ในฐานะบิดามารดามิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์ แม้โจทก์จะได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามสัญญายืมมีสิทธิได้รับชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญายืมแล้วก็ตาม ก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ฐานละเมิดด้วย จำเลยที่ 2 มีความประพฤติชอบมาโรงเรียนสาย ขาดเรียนจนไม่มีสิทธิสอบ แต่งกายไม่เรียบร้อย มีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับนักเรียนหญิงทางโรงเรียนเคยเรียกมารดามากำชับให้ช่วยดูแลแสดงว่าจำเลยที่ 2 มีความประพฤติไม่เรียบร้อย ขาดการอบรมดูแลที่ดี บิดามารดาไม่ดูแลเอาใจใส่ ไม่ห้ามปรามในการเที่ยวเตร่จนดึกดื่น คืนเกิดเหตุก็ยังปล่อยให้ไปเที่ยวดื่มสุราในยามดึกและพาผู้หญิงไปนอนค้างที่โรงแรม จนเกิดเหตุขับรถยนต์ของโจทก์ไปพลิกคว่ำเสียหาย แม้เหตุละเมิดเกิดจากการขับรถยนต์โดยประมาท มิได้เกิดจากความประพฤติด้านอื่นของจำเลยที่ 2 อันบิดามารดาจะต้องระมัดระวังดูแลก็ตาม เมื่อบิดามารดาไม่เอาใจใส่ดูแลความประพฤติด้านอื่นของจำเลยที่ 2 ก็แสดงว่าไม่เอาใจใส่ดูแลว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่มีใบอนุญาตขับขี่นั้นจะไปขับรถยนต์โดยประมาทอันเป็นความประพฤติอย่างหนึ่งหรือไม่ จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 ที่ 4 ซึ่งเป็นบิดามารดามิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้นจึงต้องร่วมรับผิดในผลละเมิดของจำเลยที่ 2
 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9774/2544
จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาของจำเลยที่ 1 ผู้เยาว์ นำสืบข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เคยอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ที่บ้านไปโรงเรียน รถจักรยานยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับเป็นของเพื่อนจำเลยที่ 1 และขณะเกิดเหตุอยู่ในช่วงเวลาไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนของจำเลยที่ 1 เท่านั้น มิได้พิสูจน์ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 เพราะการใช้อำนาจปกครองของบิดามารดารวมถึงการที่จะต้องคอยอบรมสั่งสอนดูแลตลอดจนควบคุมบุตรผู้เยาว์มิให้ออกไปประพฤติตนเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นด้วย การที่บุตรผู้เยาว์ทำละเมิดในระหว่างที่ไปเรียนหนังสือ ย่อมมิใช่ข้อที่บิดามารดาจะยกขึ้นปฏิเสธความรับผิดได้
จำเลยที่ 1 ไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์และที่บ้านของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีรถจักรยานยนต์ ปกติจำเลยที่ 1 จะขับออกไปหาซื้อของนอกบ้านแสดงว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 สามารถขับรถจักรยานยนต์ได้และเคยขับรถจักรยานยนต์ออกนอกบ้าน แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลบุตรผู้เยาว์ โดยปล่อยปละละเลยให้บุตรผู้เยาว์ของตนขับรถจักรยานยนต์ออกนอกบ้านทั้งที่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ควรรู้ว่าการขับรถจักรยานยนต์โดยผู้เยาว์ที่ยังไม่ผ่านการสอบใบอนุญาตขับขี่นั้น ย่อมเสี่ยงต่ออุบัติเหตุหรือเกิดอันตรายต่อบุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นได้โดยง่าย การที่จำเลยที่ 1 สามารถไปขับรถจักรยานยนต์ของผู้อื่นในวันเกิดเหตุจึงมีส่วนมาจากการปล่อยปละละเลยไม่ดูแลหรือห้ามปรามจำเลยที่ 1 ตามหน้าที่ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาแต่ต้นเมื่อจำเลยที่ 1 ไปขับรถจักรยานยนต์ชนรถของผู้อื่นเสียหายเป็นเหตุให้บุตรโจทก์ถึงแก่ความตายอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องรับผิดร่วมในผลแห่งละเมิดนั้นด้วย
 
หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา ๔๒๐ ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดีท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
มาตรา ๔๒๙ บุคคลใดแม้ไร้ความสามารถเพราะเหตุเป็นผู้เยาว์หรือวิกลจริตก็ยังต้องรับผิดในผลที่ตนทำละเมิด บิดามารดาหรือผู้อนุบาลของบุคคลเช่นว่านี้ย่อมต้องรับผิดร่วมกับเขาด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้น
 
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ทนายความเชียงใหม่

ที่มา : https://www.xn--42cgi4cjab1btnchd1exbza5gvad6dvnqc6f.com/

Tags :  ทนายความ , ที่ปรึกษาทางกฎหมาย

7
อื่นๆ / เหตุให้การขอเลื่อนคดี เวลาไม่ว่าไป
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 28, 2019, 10:22:29 am »

ปกติแล้ว ผู้ที่ได้รับหมายเรียกมักจะไม่มีเวลาไปศาล เราสามารถใช้เหตุให้คำพิพากษาดังนี้ เป็นเหตุให้การขอศาลเพื่อเลื่อนการพิจารณาออกไปได้ครับ โดยขอให้ผู้อ่านได้ศึกษาข้อความข้างล่างได้เลยครับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4805/2547
ในการขอเลื่อนคดีของคู่ความนั้น กฎหมายได้บัญญัติรายละเอียดและเหตุที่จะขอเลื่อนคดีไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 39 และ 40 การที่จำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีเป็นครั้งที่ 5 และยื่นใบรับรองแพทย์มาด้วยเพื่อยืนยันว่าทนายจำเลยทั้งสองป่วยจริงไม่สามารถมาศาลได้ แม้โจทก์มิได้คัดค้านและข้อเท็จจริงจะฟังว่าทนายจำเลยทั้งสองป่วยจริงซึ่งมีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ แต่คำร้องขอเลื่อนคดีระบุเพียงว่าขอเลื่อนคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมโดยไม่ได้แสดงให้เห็นชัดเจนในคำร้องว่าหากศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีแล้วจะทำให้เสียความยุติธรรมอย่างไร จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 40 วรรคหนึ่ง อีกทั้งการที่คู่ความขอเลื่อนคดีเพราะป่วยเจ็บ ศาลก็ไม่จำต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 41 กล่าวคือ ตั้งเจ้าพนักงานไปทำการตรวจอาการป่วยเจ็บเสมอไป เพราะกรณีตามมาตรา 41 นั้น เป็นเรื่องที่ศาลหรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่เชื่อว่าคู่ความฝ่ายที่ขอเลื่อนคดีป่วยถึงกับไม่สามารถมาศาลได้


8
อื่นๆ / เมื่อซื้อที่ดินแล้ว เนื้อที่ดินตรง
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2019, 02:32:32 pm »
ซื้อที่ดิน !!!! แต่กลับได้รับที่ดินไม่ตรงตามที่ระบุไว้ในโฉนด !!!!!!
ปรากฏว่าไปซื้อที่ดินแปลงหนึ่งมา แล้วเนื้อที่ที่ระบุในโฉนด ไม่ตรงตามที่ระบุไว้ในโฉนดที่ดิน จะทำไงดี !!!!!!!!!!!!!!!
ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า ก. ซื้อที่ดินจาก บ. ตามโฉนดที่ดิน ระบุเนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน ต่อมา ก. ได้ยื่นคำร้องขอรังวัดสอบเขตที่ดินแปลงดังกล่าวต่อสำนักงานที่ดินจังหวัด ปรากฏว่าเนื้อที่ดินน้อยกว่าที่ระบุไว้ในโฉนดประมาณ 1 ไร่ 1 งาน
ปรากฏว่าโฉนดดังกล่าวถูกแบ่งแยกออกมาจากที่ดินแปลงอื่น และเจ้าหน้าที่ผู้ทำการรังวัดแบกแยกที่ดินดังกล่าว ได้เขียนรายงานการรังวัดผิดพลาด เป็นเหตุให้โฉนดที่ดินดังกล่าว มีเนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน ทั้งที่ที่ดินแปลงดังกล่าวมีเนื้อที่เพียง 2 ไร่ 3 งาน ก. ผู้ซื้อที่ดินจาก บ. จึงฟ้องกรมที่ดิน ขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชดใช้ราคาที่ดินในส่วนที่ดินที่ชำระไว้เกินกว่าเนื้อที่ที่ดินที่มีอยู่จริง
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2513 เจ้าของที่ดินเดิมได้ยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 7582 ออกเป็นจำนวน 6 แปลง และเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีได้ทำการสอบสวนเพื่อคำนวณเนื้อที่ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 61241 แต่เจ้าหน้าที่ผู้ทำการรังวัดยกเนื้อที่ไปเขียนในรายงานการรังวัดผิดพลาด โดยเขียนเนื้อที่เป็น 3 ไร่ 3 งาน ส่วนเนื้อที่แปลงแยกอื่นเขียนไว้ถูกต้อง ดังนั้น จึงเป็นโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อผู้ฟ้องคดีได้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว จึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงและเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2547 เมื่อการกระทำของเจ้าหน้าที่ผู้ทำการรังวัดเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและระเบียบของราชการ ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานที่สังกัด จึงต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ในสังกัดได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่สังกัดจึงต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ประกอบกับมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเมื่อขณะที่ผู้ฟ้องคดีซื้อขายที่ดินดังกล่าวมีราคาตารางวาละ 7,666.67 บาท แต่ที่ดินตามโฉนดมีเนื้อที่เพียง 2 ไร่ 3 งาน ผู้ฟ้องคดีจึงชำระราคาที่ดินเกินกว่าความเป็นจริง คิดเป็นเงินจำนวน 3,066,668 บาท ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องรับผิดใช้เงินดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดี มิใช่ราคาซื้อขายที่ดินในปัจจุบันซึ่งมิใช่ความเสียหายอันเป็นผลมาจากการกระทำละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีโดยตรงนอกจากนี้ ในขณะที่เจ้าหน้าที่เขียนจำนวนที่ดินผิดพลาด ผู้ฟ้องคดีไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าวด้วย ผู้ฟ้องคดีเพิ่งมาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท เมื่อมีการซื้อที่ดินและมีการโอนขายที่ดินต่อเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากเจ้าของที่ดินเดิมยื่นคำขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินพิพาทต่อเจ้าหน้าที่แล้วประมาณ 32 ปีประกอบกับขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินพิพาท ไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้รู้ถึงเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่เขียนจำนวนเนื้อที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อโฉนดที่ดินพิพาทเป็นเอกสารมหาชนและเป็นเอกสารราชการ ดังนั้น การที่ผู้ฟ้องคดียอมตกลงซื้อขายที่ดินโดยไม่ได้ไปตรวจสอบที่ดินพิพาท กรมที่ดินจึงไม่อาจนำมากล่าวอ้างเพื่อให้หลุดพ้นจากเหตุแห่งการกระทำละเมิดได้
 
พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙
มาตรา ๕ หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้
ถ้าการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใดให้ถือว่ากระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดตามวรรคหนึ่ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 420 ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดีท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
 
ที่มา : ศาลปกครอง   คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 848/2556
 
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ทนายเชียงใหม่

เครดิต : https://www.xn--42cgi4cjab1btnchd1exbza5gvad6dvnqc6f.com/

Tags : ทนายความเชียงใหม่

9
อื่นๆ / ขายรถที่ยังผ่อนไม่หมดผิดกฎหมาย
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2019, 05:22:54 am »
สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน อาจจะทำให้ใครหลายๆคน มีปัญหาทางด้านการเงิน จนต้องไปพึ่งพาการกู้เงินนอกระบบ หรือนำทรัพย์สินที่มีอยู่ออกขาย หรือจำนอง จำนำ บางคนซื้อบ้าน ซื้อรถใหม่ออกมาได้ไม่กี่เดือนก็เกิดปัญหาทางด้านการเงิน จนต้องประกาศขายบ้านขายรถ หรือปล่อยให้ธนาคารหรือบริษัทให้เช่าซื้อรถยึดบ้านยึดรถ เมื่อท่านผิดนัดไม่ชำระค่างวดให้กับธนาคารหรือบริษัทให้เช่าซื้อ ท่านก็จะต้องถูกธนาคารหรือบริษัทฯ ฟ้องร้องดำเนินคดี และในกรณีเช่นนี้หากท่านยังมีรถอยู่ในความครอบครองและสามารถส่งมอบรถคืนให้ธนาคารหรือบริษัทฯ ท่านก็จะมีความรับผิดเฉพาะในความเสียหายส่วนแพ่งคือ คืนรถและชำระเงินค่าเสียหายบางส่วนให้ธนาคารหรือบริษัทฯ แค่นี้เรื่องก็จบ(ทนายเชียงใหม่)
แต่...ก็มีหลายๆท่าน เมื่อซื้อรถมาแล้วส่งต่อค่างวดในแต่ละเดือนไม่ไหว ก็นำรถคันดังกล่าวออกขาย หรือ นำไปจำนำนอกระบบ แล้วนำเงินที่ได้ไปใช้ส่วนตัวและไม่ยอมส่งค่างวดรถต่อ ในกรณีเช่นนี้ การกระทำดังกล่าวของท่าน คือการกระทำความผิดทางอาญาฐานยักยอก ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา ๓๕๒ “ ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ” เพราะรถที่ท่านเช่าซื้อมานั้น ยังไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของผู้เช่าซื้อ แต่ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ ของธนาคารหรือบริษัทที่ให้เช่าซื้อ  ดังคำพิพากษาฎีกาตัวอย่างดังต่อไปนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11294/2553 หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อจำเลยชำระค่าเช่าซื้อให้ผู้เสียหายเพียง 2 งวดแล้วไม่ชำระค่าเช่าซื้ออีกเลย และจำเลยนำรถที่เช่าซื้อไปตีใช้หนี้ให้แก่ผู้อื่นโดยจำเลยทราบอยู่แล้วว่ารถที่เช่าซื้อยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เสียหาย เมื่อ จ. ไปติดตามยึดรถที่เช่าซื้อแต่จำเลยบ่ายเบี่ยงไม่ให้ความร่วมมือ พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาเบียดบังเอาทรัพย์ของผู้เสียหายที่อยู่ในครอบครองของจำเลยไปโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอก

คำพิพากษาฎีกาที่ 4781/2555 รถยนต์กระบะเป็นของผู้เสียหายที่ 2 โจทก์ร่วมทำสัญญาเช่าซื้อจากผู้เสียหายที่ 2 ขณะเกิดเหตุยังอยู่ระหว่างการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ กรรมสิทธิ์ในรถยนต์กระบะจึงยังเป็นของผู้เสียหายที่ 2 จนกว่าจะมีการชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วน ในการตกลงซื้อขายรถยนต์กระบะให้แก่จำเลยมีเงื่อนไขว่า โจทก์ร่วมจะโอนทะเบียนให้จำเลยต่อเมื่อจำเลยชำระราคารถยนต์ครบถ้วนแล้ว ซึ่งรวมถึงข้อตกลงให้จำเลยผ่อนชำระค่าเช่าซื้อที่โจทก์ร่วมยังคงค้างชำระแก่ผู้เสียหายที่ 2 ด้วย ข้อตกลงในการซื้อขายรถยนต์กระบะระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยจึงมิใช่การซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในรถยนต์จึงยังไม่ตกเป็นของจำเลย ที่จำเลยเป็นผู้ครอบครองรถหลังจากมีการทำสัญญาซื้อขายดังกล่าว ถือเป็นเพียงการครอบครองรถยนต์กระบะไว้แทนโจทก์ร่วมเท่านั้น จำเลยไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะที่แท้จริง ภายหลังจากทำข้อตกลงซื้อขายรถยนต์กระบะดังกล่าวจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อและไม่ชำระราคารถยนต์กระบะให้ครบถ้วน โจทก์ร่วมแจ้งให้จำเลยคืนรถยนต์กระบะให้โจทก์ร่วม แต่จำเลยเพิกเฉยและอ้างว่ารถยนต์กระบะสูญหาย การที่จำเลยยังคงครอบครองรถยนต์กระบะของโจทก์ร่วมต่อมาโดยไม่ส่งมอบคืน น่าเชื่อว่าจำเลยมีเจตนาเบียดบังปกปิดและซุกซ่อนรถยนต์กระบะโดยมีเจตนาที่จะไม่ส่งมอบคืนแก่โจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานยักยอก




10
อื่นๆ / รถผ่อนไม่หมด เอาไปขาย มีความผิด
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2019, 12:40:15 pm »
สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน อาจจะทำให้ใครหลายๆคน มีปัญหาทางด้านการเงิน จนต้องไปพึ่งพาการกู้เงินนอกระบบ หรือนำทรัพย์สินที่มีอยู่ออกขาย หรือจำนอง จำนำ บางคนซื้อบ้าน ซื้อรถใหม่ออกมาได้ไม่กี่เดือนก็เกิดปัญหาทางด้านการเงิน จนต้องประกาศขายบ้านขายรถ หรือปล่อยให้ธนาคารหรือบริษัทให้เช่าซื้อรถยึดบ้านยึดรถ เมื่อท่านผิดนัดไม่ชำระค่างวดให้กับธนาคารหรือบริษัทให้เช่าซื้อ ท่านก็จะต้องถูกธนาคารหรือบริษัทฯ ฟ้องร้องดำเนินคดี และในกรณีเช่นนี้หากท่านยังมีรถอยู่ในความครอบครองและสามารถส่งมอบรถคืนให้ธนาคารหรือบริษัทฯ ท่านก็จะมีความรับผิดเฉพาะในความเสียหายส่วนแพ่งคือ คืนรถและชำระเงินค่าเสียหายบางส่วนให้ธนาคารหรือบริษัทฯ แค่นี้เรื่องก็จบ
แต่...ก็มีหลายๆท่าน เมื่อซื้อรถมาแล้วส่งต่อค่างวดในแต่ละเดือนไม่ไหว ก็นำรถคันดังกล่าวออกขาย หรือ นำไปจำนำนอกระบบ แล้วนำเงินที่ได้ไปใช้ส่วนตัวและไม่ยอมส่งค่างวดรถต่อ ในกรณีเช่นนี้ การกระทำดังกล่าวของท่าน คือการกระทำความผิดทางอาญาฐานยักยอก ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา ๓๕๒ “ ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ” เพราะรถที่ท่านเช่าซื้อมานั้น ยังไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของผู้เช่าซื้อ แต่ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ ของธนาคารหรือบริษัทที่ให้เช่าซื้อ  ดังคำพิพากษาฎีกาตัวอย่างดังต่อไปนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11294/2553 หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อจำเลยชำระค่าเช่าซื้อให้ผู้เสียหายเพียง 2 งวดแล้วไม่ชำระค่าเช่าซื้ออีกเลย และจำเลยนำรถที่เช่าซื้อไปตีใช้หนี้ให้แก่ผู้อื่นโดยจำเลยทราบอยู่แล้วว่ารถที่เช่าซื้อยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เสียหาย เมื่อ จ. ไปติดตามยึดรถที่เช่าซื้อแต่จำเลยบ่ายเบี่ยงไม่ให้ความร่วมมือ พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาเบียดบังเอาทรัพย์ของผู้เสียหายที่อยู่ในครอบครองของจำเลยไปโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอก

คำพิพากษาฎีกาที่ 4781/2555 รถยนต์กระบะเป็นของผู้เสียหายที่ 2 โจทก์ร่วมทำสัญญาเช่าซื้อจากผู้เสียหายที่ 2 ขณะเกิดเหตุยังอยู่ระหว่างการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ กรรมสิทธิ์ในรถยนต์กระบะจึงยังเป็นของผู้เสียหายที่ 2 จนกว่าจะมีการชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วน ในการตกลงซื้อขายรถยนต์กระบะให้แก่จำเลยมีเงื่อนไขว่า โจทก์ร่วมจะโอนทะเบียนให้จำเลยต่อเมื่อจำเลยชำระราคารถยนต์ครบถ้วนแล้ว ซึ่งรวมถึงข้อตกลงให้จำเลยผ่อนชำระค่าเช่าซื้อที่โจทก์ร่วมยังคงค้างชำระแก่ผู้เสียหายที่ 2 ด้วย ข้อตกลงในการซื้อขายรถยนต์กระบะระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยจึงมิใช่การซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในรถยนต์จึงยังไม่ตกเป็นของจำเลย ที่จำเลยเป็นผู้ครอบครองรถหลังจากมีการทำสัญญาซื้อขายดังกล่าว ถือเป็นเพียงการครอบครองรถยนต์กระบะไว้แทนโจทก์ร่วมเท่านั้น จำเลยไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะที่แท้จริง ภายหลังจากทำข้อตกลงซื้อขายรถยนต์กระบะดังกล่าวจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อและไม่ชำระราคารถยนต์กระบะให้ครบถ้วน โจทก์ร่วมแจ้งให้จำเลยคืนรถยนต์กระบะให้โจทก์ร่วม แต่จำเลยเพิกเฉยและอ้างว่ารถยนต์กระบะสูญหาย การที่จำเลยยังคงครอบครองรถยนต์กระบะของโจทก์ร่วมต่อมาโดยไม่ส่งมอบคืน น่าเชื่อว่าจำเลยมีเจตนาเบียดบังปกปิดและซุกซ่อนรถยนต์กระบะโดยมีเจตนาที่จะไม่ส่งมอบคืนแก่โจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานยักยอก


ทนายเชียงใหม่
ทนายความเชียงใหม่


11
อื่นๆ / ซื้อที่ดิน !!!! แต่กลับได้รับที่ดินไม
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2019, 10:35:39 am »
หากไปซื้อที่ดินแปลงหนึ่งมา แล้วเนื้อที่ที่ระบุในโฉนด ไม่ตรงตามที่ระบุไว้ในโฉนดที่ดิน จะทำไงดี !!!!!!!!!!!!!!!
เรื่องมีอยู่ว่า ก. ซื้อที่ดินจาก บ. ตามโฉนดที่ดิน ระบุเนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน ต่อมา ก. ได้ยื่นคำร้องขอรังวัดสอบเขตที่ดินแปลงดังกล่าวต่อสำนักงานที่ดินจังหวัด ปรากฏว่าเนื้อที่ดินน้อยกว่าที่ระบุไว้ในโฉนดประมาณ  1 ไร่ 1 งาน
ปรากฏว่าโฉนดดังกล่าวถูกแบ่งแยกออกมาจากที่ดินแปลงอื่น และเจ้าหน้าที่ผู้ทำการรังวัดแบกแยกที่ดินดังกล่าว ได้เขียนรายงานการรังวัดผิดพลาด เป็นเหตุให้โฉนดที่ดินดังกล่าว มีเนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน ทั้งที่ที่ดินแปลงดังกล่าวมีเนื้อที่เพียง 2 ไร่ 3 งาน ก. ผู้ซื้อที่ดินจาก บ. จึงฟ้องกรมที่ดิน ขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชดใช้ราคาที่ดินในส่วนที่ดินที่ชำระไว้เกินกว่าเนื้อที่ที่ดินที่มีอยู่จริง
 
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2513 เจ้าของที่ดินเดิมได้ยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 7582 ออกเป็นจำนวน 6 แปลง และเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีได้ทำการสอบสวนเพื่อคำนวณเนื้อที่ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 61241 แต่เจ้าหน้าที่ผู้ทำการรังวัดยกเนื้อที่ไปเขียนในรายงานการรังวัดผิดพลาด โดยเขียนเนื้อที่เป็น 3 ไร่ 3 งาน ส่วนเนื้อที่แปลงแยกอื่นเขียนไว้ถูกต้อง ดังนั้น จึงเป็นโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อผู้ฟ้องคดีได้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว จึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงและเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2547 เมื่อการกระทำของเจ้าหน้าที่ผู้ทำการรังวัดเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและระเบียบของราชการ ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานที่สังกัด จึงต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ในสังกัดได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่สังกัดจึงต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ประกอบกับมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเมื่อขณะที่ผู้ฟ้องคดีซื้อขายที่ดินดังกล่าวมีราคาตารางวาละ 7,666.67 บาท แต่ที่ดินตามโฉนดมีเนื้อที่เพียง 2 ไร่ 3 งาน ผู้ฟ้องคดีจึงชำระราคาที่ดินเกินกว่าความเป็นจริง คิดเป็นเงินจำนวน 3,066,668 บาท ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องรับผิดใช้เงินดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดี มิใช่ราคาซื้อขายที่ดินในปัจจุบันซึ่งมิใช่ความเสียหายอันเป็นผลมาจากการกระทำละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีโดยตรงนอกจากนี้ ในขณะที่เจ้าหน้าที่เขียนจำนวนที่ดินผิดพลาด ผู้ฟ้องคดีไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าวด้วย ผู้ฟ้องคดีเพิ่งมาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท เมื่อมีการซื้อที่ดินและมีการโอนขายที่ดินต่อเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากเจ้าของที่ดินเดิมยื่นคำขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินพิพาทต่อเจ้าหน้าที่แล้วประมาณ 32 ปีประกอบกับขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินพิพาท ไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้รู้ถึงเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่เขียนจำนวนเนื้อที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อโฉนดที่ดินพิพาทเป็นเอกสารมหาชนและเป็นเอกสารราชการ ดังนั้น การที่ผู้ฟ้องคดียอมตกลงซื้อขายที่ดินโดยไม่ได้ไปตรวจสอบที่ดินพิพาท กรมที่ดินจึงไม่อาจนำมากล่าวอ้างเพื่อให้หลุดพ้นจากเหตุแห่งการกระทำละเมิดได้

พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙
มาตรา ๕ หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้
ถ้าการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใดให้ถือว่ากระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดตามวรรคหนึ่ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 420 ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดีท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

ที่มา : ศาลปกครอง   คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 848/2556



ทนายเชียงใหม่
ทนายความเชียงใหม่

12
อื่นๆ / ***บิดานอกกฎหมาย*** เพราะเหตุใดเมื่อฟ้
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2019, 06:49:05 am »
ตามที่เราเข้าใจกันว่า บิดา มารดา ที่จดทะเบียนสมรสเท่านั้น ที่จะมีหน้าที่ต้องมาเลี้ยงดูบุตรตามกฎหมาย การที่บิดา มารดา ของเด็กไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน บิดาจึงไม่มีหน้าที่ต้องมาเลี้ยงดูบุตร แต่ทั้งนี้ เป็นทางแก้ข้อกฎหมายดังกล่าว หรือที่เรียกว่า เทคนิคในทางกฎหมายนั้น เอง มีอย่างไรนั้นมาดูกัน
          ก่อนอื่น จะต้องทำให้บิดาเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของบุตรก่อน ต้องทำอย่างไรนั้น
          ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 กำหนดว่า “เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลังหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร”
          ตามกฎหมาย มาตรา 1547 ได้กำหนดวิธีการให้เด็กเป็นบุตรโดยถูกต้องตามกฎหมายไว้ด้วยกัน ๓ วิธี คือ
                    1.บิดา มารดา ได้จดทะเบียนสมรสกันภายหลังเด็กเกิด
                    2.บิดา ไปจดทะเบียนว่าเป็นบุตร ต่อที่ว่าการอำเภอ
                    3.ศาลพิพากษาว่า บิดานอกกฎหมาย เป็นบิดาของเด็ก
          จากหลักกฎหมายดังกล่าว ทำให้เห็นได้ว่า หากพ่อเด็กไม่ยอมไปจดทะเบียนสมรสหรือจดทะเบียนว่าเด็กเป็นบุตรของตนเองแล้ว แม่เด็กมีทางเลือกทางเดียวคือ จำเป็นจะต้องฟ้องคดีต่อศาลเพื่อ ขอให้บิดาเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย
          ส่วนหลักฐานในการดำเนินการเพื่อฟ้องคดีนั้น ต้องพิจารณาไปรายๆ ไป
          จากนั้น เมื่อศาลพิพากษาให้ บิดานอกกฎหมายเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมาย แล้ว ถือว่า เด็กเป็นบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมายของบิดาแล้ว ส่งผลตามกฎหมาย คือ
          1.ทำให้เด็กสามารถเป็นทายาทโดยธรรมตามกฎหมายที่มีสิทธิรับมรดก ในฐานะผู้สืบสันดาน
          2.ก่อสิทธิหน้าที่ระหว่าง บิดา กับ เด็ก เช่น หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูเด็กจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกกรณีเด็กกระทำละเมิด เป็นต้น
          3.ความเป็นบุตร ระหว่าง บิดา กับเด็ก ให้มีผลย้อนหลังไปจนถึง เด็กเกิด
          หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูของบิดา ต่อบุตร สามารถเรียกร้องได้เท่าไหร่
เมื่อตามกฎหมายแล้ว กฎหมายกำหนดให้บิดา เป็นบิดาของเด็กนับแต่เด็กเกิด ดังนั้น บิดาย่อมมีหน้าที่อุปการะเด็กตั้งแต่เด็กเกิด แม่เด็กจึงสามารถฟ้องเรียก ค่าเลี้ยงดู จากบิดา ย้อนหลังนับแต่เด็กเกิดไปจนถึงเด็กบรรลุนิติภาวะ ได้
          ทั้งนี้ มีคำพิพากษาของศาลตัดสินเกี่ยวกับข้อกฎหมายดังกล่าวไว้ด้วย ดังนี้
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7345/2560
          โจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยซึ่งเป็นบิดา เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่โจทก์เกิดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,720,000 บาท จำเลยให้การว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ได้ขาดอายุความตามมาตราดังกล่าว เพราะมิใช่การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา จำเลยกลับอุทธรณ์ว่า คดีขาดอายุความตามมาตรา 1547 แทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ประเด็นนี้เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้น จำเลยมิได้โต้แย้งโดยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ประเด็นอายุความจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้อายุความในคดีแพ่งจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่จำเลยต้องยกต่อสู้เป็นประเด็นตั้งแต่ในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยไม่ยกต่อสู้ ที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย จึงชอบแล้ว
          เดิม ป.พ.พ. มาตรา 1557 บัญญัติให้การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผล... (3) นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาว่าเป็นบุตร แต่ต่อมาได้มีการแก้ไข ป.พ.พ. มาตราดังกล่าว นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2551 ให้มีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด บทบัญญัติดังกล่าวมีผลให้เด็กมีฐานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายย้อนหลังไปนับแต่วันที่เด็กเกิด ย่อมมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูได้นับแต่วันคลอดและสามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรรวมกันมาเป็นคดีเดียวกับการฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรได้ทีเดียว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีภายหลังวันที่ ป.พ.พ. แก้ไขเพิ่มเติม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูนับแต่วันที่โจทก์เกิดจนถึงวันฟ้องจึงชอบแล้ว หาใช่นับแต่เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดตามที่จำเลยฎีกาไม่
          แม้บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1564 จะกำหนดให้บิดามารดามีหน้าที่ร่วมกันอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างเป็นผู้เยาว์อันมีลักษณะเป็นลูกหนี้ร่วมกัน และในระหว่างลูกหนี้ร่วมกันย่อมจะต้องรับผิดเป็นส่วนเท่ากันก็ตาม แต่ไม่จำเป็นเสมอไปว่าบิดามารดาต้องให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรเป็นจำนวนเท่า ๆ กันตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาปรับแก้ให้เท่ากัน โดยลดค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ จากที่ศาลชั้นต้นพิพากษากำหนดให้รวม 1,370,000 บาท เหลือ 685,000 บาท เพราะการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดู ป.พ.พ. มาตรา 1598/38 กำหนดให้ศาลคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดี ทั้งมาตรา 1598/39 ศาลจะสั่งแก้ไขค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นหรือลดลงในภายหลังก็ได้ แม้โจทก์มิได้ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในปัญหาข้อนี้ แต่การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจกำหนดได้ตามที่เห็นควร แม้คู่ความมิได้ขอ และมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด 1,370,000 บาท จึงชอบแล้ว
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ทนายความเชียงใหม่

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง : https://www.xn--42cgi4cjab1btnchd1exbza5gvad6dvnqc6f.com/

Tags : ทนายความเชียงใหม่ , รับว่าความ , ที่ปรึกษาทางกฎหมาย

13
สำหรับการค้าขายที่ดินนั้น บางบุคคลอาจจะต้องการขายที่ดินโดยขาดมือหรือเปลี่ยนมือไป แต่ว่าบางบุคคลบางทีอาจจะต้องการขายที่ดินเพื่อเป็นทุนในการประกอบธุรกิจของตัวเองให้งอกงามขึ้นมากแล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยนำเงินที่ได้จากการประกอบกิจการนั้นมาซื้อที่ดินคืนไป กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการทำความตกลงขายฝากกันขึ้น
 ธรรมศาสตร์ที่เกี่ยวกับแนวทางการขายฝากนั้น เป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยนที่ดินโดยการโอนกรรมสิทธิ์ไปยังผู้บริโภคที่ดิน แล้วมีกติกาว่าจะไถ่สมบัติพัสถานหรือที่ดินคืน ภายในเท่านั้นเท่านี้คราว จะเห็นได้ว่า การซื้อขายที่ดินโดยการขายฝากนั้น ควรมีเจ้าของอยู่ในขณะขายฝาก แตกต่างจากทำสัญญาจะซื้อขายที่ดิน ซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องมีสิทธิในขณะทำความตกลงก็ได้
 การทำความตกลงขายฝากก็เลยมีบุคคลเข้าใจผิดว่า ไม่มีความจำเป็นต้องเป็นเจ้าของเจ้าของ เพราะว่าสามารถไถ่คืนได้ในภายหลัง ฉะนั้น ความรู้ความเข้าใจดังที่กล่าวถึงมาแล้วก็เลยส่งผลต่อกฎหมายทำให้นิติกรรมที่ทำนั้น ผู้มีส่วนได้เสียหรือโจทก์สามารถล้มเลิกนิติกรรมได้ให้ตอนหลัง ดังคำตัดสินดังต่อไปนี้
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1048/2536 โจทก์ลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจ เพื่อให้จำเลยที่ 1 นำที่พิพาทไปจำนองธนาคารโดยมิได้กรอกข้อความ จำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไปทำนิติกรรมซื้อขายที่พิพาท หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอม ต้องถือว่านิติกรรมการซื้อขายที่พิพาทมิได้เกิดขึ้น กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทคงเป็นของโจทก์ ไม่ตกเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิขายฝากที่พิพาท แม้จำเลยที่ 2และที่ 3 จะจดทะเบียนรับซื้อฝากที่พิพาทจากจำเลยที่ 1 ไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม จำเลยที่ 2 และที่ 3ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายและขายฝากที่จำเลยที่ 1 ทำไปได้
 เพราะฉะนั้น การทำข้อตกลงขายฝากคนซื้อต้องสำรวจความการมีสิทธิ์ของคนขายด้วย ส่วนคนขายเองก็จะต้องรับผิดชอบต่อผู้บริโภคโดยการกระทำการโดยสุจริตกล่าวคือ ต้องให้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยถูกการโอนขายฝากให้แก่ผู้บริโภค
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ทนายเชียงใหม่

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง : http://www.นพนภัสทนายความเชียงใหม่.com/

Tags : ทนายความเชียงใหม่,ทนายเชียงใหม่,ปรึกกฎหมายเชียงใหม่

14
อื่นๆ / เช่าเพื่อสร้างบ้าน เมื่อสิ้นสุดสัญ
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2019, 08:09:46 pm »
    การเช่าที่ดินเพื่อทำธุรกิจในระยะยาว เมื่อมีการก่อสร้างอาคาร สำนักงาน หรือแม้ว่าจะปลูกบ้านลงไปในที่ดินแล้ว ถัดมาเมื่อการเช่าสิ้นสุดลง จึงมีคำถามตามมาว่า คนใดกันแน่จะเป็นเจ้าของตึก ตึก ที่ทำการ หรือ บ้านที่ผู้เช่าได้ปลูกสร้าง ในมุมของผู้ให้เช่ายอมจะต้องมีความรู้สึกว่า ในเมื่อมีการก่อสร้างในที่ดินของผู้ให้เช่าแล้ว อาคาร อาคาร ที่ทำการ หรือบ้าน ย่อมตกเป็นของผู้ให้เช่าโดยเป็นส่วนควบของที่ดินที่เช่า ในมุมของผู้เช่าก็คิดว่า ผู้เช่าได้ใช้สิทธิเช่าเพื่อมาสร้าง ตึก ตึก สำนักงานหรือบ้าน ในขณะที่เช่า ก็เลยการปลูกสร้างอาคาร ตึก สำนักงานหรือ บ้านโดยมีสิทธิ สิ่งก่อสร้างดังกล่าวจึงเป็นของผู้เช่า ยิ่งกว่านั้น ยังมีใจความสำคัญตามว่า ผู้เช่าจำเป็นต้องออกจากที่ดินที่เช่าหรือเปล่า จึงมีการฟ้องร้องกันระหว่างผู้เช่ากับผู้ให้เช่า โดย ศาลได้ตัดสินคดีแล้วว่า สิ่งก่อสร้างของผู้เช่า เป็นของผู้เช่าไม่ตกเป็นของผู้ให้เช่า แต่ว่าผู้เช่าจะต้องรื้อถอนออกไปจากที่ดินที่เช่า แล้วก็ประเด็นต่อมา ผู้เช่าจำต้องออกมาจากที่ดินที่เช่า แล้วก็การที่ผู้เช่าอยู่ในที่ดินที่เช่านับจากเวลาหมดระยะเวลาเช่าแล้ว ย่อมเป็นการอยู่โดยละเมิดสิทธิของผู้ให้เช่า ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้เช่าจำต้องชดเชยค่าชดเชยให้แก่ผู้ให้เช่า และออกจากที่ดินของผู้ให้เช่า ความจริงมี
                คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4260/2550 เดิมที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของ ท. ต่อมาผู้จัดการมรดกของ ท. ได้ทำสัญญาให้ ธ. เช่าที่ดินมีกำหนด 20 ปี การที่ ธ. ปลูกสร้างตึกแถวลงบนที่ดิน จึงไม่ถือว่าเป็นส่วนควบกับที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 โจทก์ซื้อที่ดินมาจากผู้จัดการมรดกของ ท. ระหว่างอายุสัญญาเช่า โจทก์จึงไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถว แต่เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าที่ดิน ธ. ย่อมหมดสิทธิในที่ดินต้องรื้อถอนตึกแถวออกไป เว้นแต่ ธ. ยินยอมให้ตึกแถวตกเป็นของโจทก์ ตึกแถวย่อมกลายเป็นส่วนควบของที่ดินและตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามมาตรา 144 วรรคสอง เมื่อโจทก์ได้รับมอบสิทธิในตึกแถวแล้ว ตึกแถวย่อมกลายเป็นส่วนควบของที่ดินและตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามมาตรา 144 วรรคสอง แต่ ธ. ซึ่งเป็นเจ้าของตึกแถวไม่มีอำนาจให้เช่าห้องพิพาทเกินกำหนดระยะเวลาการเช่าที่ดิน เมื่อสัญญาเช่าที่ดินครบกำหนดแล้ว ระยะเวลาการเช่าห้องพิพาทส่วนที่เกินกว่านั้นย่อมไม่ตกมายังโจทก์ตามมาตรา 569 เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะให้จำเลยอยู่ในห้องพิพาทอีกต่อไป แต่จำเลยไม่ยอมออกไป จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย
                ฉะนั้น จะมองเห็นได้ว่า ไม่ว่ายังไงผู้ให้เช่าคนที่เป็นเจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิเหนือที่ดินตามหลักกรรมสิทธิ์ บุคคลภายนอกย่อมไม่มีสิทธิ์ดีมากยิ่งกว่าเจ้าของที่ดิน
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ทนายความเชียงใหม่

เครดิตบทความจาก : https://www.นพนภัสทนายความเชียงใหม่.com/

Tags : ทนายเชียงใหม่

15
อื่นๆ / มาดูว่า ทำสัญญาเองเป็นโมฆะเพราะเป็
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2019, 12:51:30 pm »
นิติกรรมเป็นที่สูญเปล่ามาแต่ต้น
โมฆะ หมายถึง เสียเปล่า ไม่มีผลบังคับหรือผูกพันตามกฎหมาย
เรามาดูคำนิยามกันก่อนเลย
นิติกรรมเป็นโมฆะ หมายถึง นิติกรรมที่เกิดขึ้นแล้วในทางข้อเท็จจริง แต่นิติกรรมดังกล่าวมีความบกพร่องอย่างร้ายแรงในองค์ประกอบส่วนหนึ่งส่วนใดของนิติกรรม จนกฎหมายไม่อาจยอมให้มีผลในทางกฎหมายได้ จึงกลายเป็นนิติกรรมที่เสียเปล่า ไม่ก่อให้เกิดผลใดๆในทางกฎหมาย
นิติกรรมที่เป็นโมฆะ ได้แก่

  • นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (ป.พ.พ มาตรา 150)
  • นิติกรรมที่ไม่ได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ (ป.พ.พ มาตรา 152)
  • นิติกรรมที่เกิดโดยการแสดงเจตนาซ่อนเร้น คือการแสดงเจตนาแม้ในใจจริงผู้แสดงจะมิได้เจตนาให้ตนต้องผูกพันตามที่ได้แสดงออกมาก็ตาม หาเป็นมูลเหตุให้การแสดงเจตนานั้นเป็นโมฆะไม่ เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดงนั้น (ป.พ.พ มาตรา 154)
  • นิติกรรมที่เกิดโดยการแสดงเจตนาลวง คือ การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้ (ป.พ.พ มาตรา 155)
  • นิติกรรมที่เกิดขึ้นโดยการแสดงด้วยความสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม คือ การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมเป็นโมฆะความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมตามวรรคหนึ่ง ได้แก่ความสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรม ความสำคัญผิดในตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรมและความสำคัญผิดในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม เป็นต้น (ป.พ.พ มาตรา 156) และ
  • กรณีอื่นๆ ที่กฎหมายกำหนดไว้


                                สัญญาที่ตกเป็นโมฆะแล้วสามารถทำอย่างไรได้บ้างหรือไม่เยี่ยงไร
นิติกรรมที่เป็นโมฆะ นั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ ซึ่งบัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 “โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้
ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ”
มีตัวอย่างจากเรื่องจริงมาให้เรียนรู้เป็นกรณีๆ ไป
ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง
 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4727/2559
การที่โจทก์ตกลงทำสัญญาโดยมอบเงินจำนวนมากถึง 400,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ก็เพราะเชื่อมั่นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นข้าราชการทหารมียศสูงถึงพลโทสามารถวิ่งเต้นหรือดำเนินการช่วยเหลือให้ อ. เข้ารับราชการทหารในตำแหน่งผู้ช่วยสัสดีได้ โดยผ่านช่องทางหรือกระบวนการพิเศษที่มิได้เป็นไปอย่างเที่ยงธรรมตรงไปตรงมาเหมือนกรณีการสอบเข้ารับราชการตามปกติทั่วไป หาใช่มอบเงินให้เพื่อตอบแทนหรือเป็นค่าใช้จ่ายการพา อ. ไปสมัครสอบ พาไปติวและดำเนินการสอบดังที่โจทก์ฎีกาไม่ พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าที่โจทก์มอบเงินให้จำเลยที่ 1 เป็นจำนวนมากก็โดยมุ่งหมายให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินดังกล่าวไปให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการสอบแข่งขัน เพื่อจูงใจให้กระทำการใด ๆ อันไม่ชอบด้วยหน้าที่ เพื่อเอื้ออำนวยให้ อ. ได้เข้ารับราชการ หรือโจทก์ย่อมคาดหมายได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องนำเงินดังกล่าวไปให้พนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อกระทำการอันมิชอบ อันเป็นการสนับสนุนให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการเป็นการส่งเสริมระบบอุปถัมภ์ ในขณะเดียวกันก็ทำลายระบบคุณธรรมอย่างสิ้นเชิง ก่อให้เกิดผลเสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง สัญญาฝากเข้าทำงาน ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ที่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 และแม้ตามสัญญาฝากเข้าทำงานจะระบุไว้ว่า "ผู้ให้สัญญา (จำเลยที่ 1) ยอมรับว่าเงินที่ผู้รับสัญญา (โจทก์) จ่ายให้ตามข้อ 4 ไม่ใช่เงินที่ผู้รับสัญญาให้เพื่อนำไปให้เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการใด ๆ อันไม่ชอบด้วยหน้าที่ เพื่อให้ อ. เข้ารับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยสัสดีได้" ก็หาอาจลบล้างวัตถุประสงค์ที่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนได้ไม่
 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4108/2540
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคสอง ที่กำหนดให้สัญญาเช่าซื้อต้องทำเป็นหนังสือมิฉะนั้นเป็นโมฆะนั้น หมายถึงว่าเจ้าของทรัพย์สินผู้ให้เช่าซื้อและผู้เช่าซื้อจะต้องลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อด้วยกันทั้งสองฝ่าย สัญญาเช่าซื้อจึงจะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินผู้ให้เช่าซื้อมีกรรมการของบริษัทโจทก์ลงลายชื่อในสัญญาเช่าซื้ออันไม่มีผลสมบูรณ์เป็นลายมือชื่อของโจทก์ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ลงชื่อในสัญญาเช่าซื้อสัญญาดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ แม้ต่อมาโจทก์จะยอมรับเข้าถือเอาประโยชน์ตามสัญญาเช่าซื้อก็ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ลงชื่อเป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ 1 อันจะทำให้สัญญาเช่าซื้อซึ่งเป็นโมฆะกลับเป็นสัญญาเช่าซื้อที่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อได้
 
 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3072/2547
ในขณะที่นาย อ. ทำการหมั้นกับนางสาว บ. นั้น นางสาว บ. อายุยังไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์ โดยมีอายุเพียง 15 ปีเศษ การหมั้นดังกล่าวจึงฝ่าฝืนบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1435 วรรคหนึ่ง ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1435 วรรคสอง นอกจากนี้มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ทราบว่านางสาว บ. อายุไม่ครบ 17 ปี จำเลยและนางสาว บ. จึงต้องคืนของหมั้นและสินสอดให้แก่โจทก์ตามมาตรา 412 และ 413 โดยจะถือว่าโจทก์ชำระหนี้ตามอำเภอใจตามมาตรา 407 หาได้ไม่ ดังนั้น การที่โจทก์จำเลยซึ่งเป็นบิดาและมารดาของนาย อ. และนางสาว บ. ทำบันทึกข้อตกลงภายหลังที่นาย อ. กับนางสาว บ. เลิกการอยู่กินเป็นสามีภริยากัน ว่าจำเลยตกลงจะคืนเงินสินสอดและของหมั้นแก่โจทก์ จึงมีมูลหนี้และใช้บังคับได้ หาได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่
 
 
 
 
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ทนายความเชียงใหม่

ขอบคุณบทความจาก : https://www.xn--42cgi4cjab1btnchd1exbza5gvad6dvnqc6f.com/

Tags :  รับว่าความ , รับทำคดีความเชียงใหม่

หน้า: [1] 2 3 ... 7