×


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - saibennn9

หน้า: [1] 2 3 ... 13
1
การซื้อที่ดินที่มีสิทธิครอบครอบตามกฎหมายนั้น ท่านจะต้องพิจารณาว่า ที่ดินที่ท่านซื้อนั้น เป็นที่ดินประเภทอย่างไรบ้าง หากเป็นที่ดินมีกรรมสิทธิ์การซื้อขายที่ดินก็เป็นแบบหนึ่ง หากเป็นที่ดินที่มีสิทธิครอบครองก็มีการซื้อขายที่ดินแบบหนึ่ง
ทนายความเชียงใหม่จะเสนอว่า การซื้อที่ดินสิทธิครอบครองแม้จะโมฆะตามกฎหมายเพราะไม่ได้ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด แต่เป็นการได้สิทธิครอบครองโดยสมบูรณ์ตามข้อเท็จจริงทำให้ผู้ซื้อได้สิทธิครอบครองได้อย่างนั้น
ซึ่งบทความนี้ทนายเชียงใหม่จะเขียนบทความไว้ในเว็บไซต์ซึ่งมีข้อเท็จจริงว่า หากว่าท่านได้ไปซื้อที่ดินกับผู้ขายาที่ดินที่เป็นสิทธิครอบครองหรือ สค1 แต่ไม่ได้จดทะเบียนต่อสำนักงานที่ดิน ผลทางกฎหมายว่า การซื้อขายตกเป็นโมฆะเพราะไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่การส่งมอบที่ดินให้แก่กัน ถือว่าผู้ขายที่ดินได้สละการครอบครองที่ดินและผู้ซื้อได้เข้าครอบครองเพื่อตน เป็นผู้ซื้อที่ดินได้สิทธิครอบครองในที่ดินนั้นได้ ตามข้อเท็จจริงที่ผู้ซื้อได้ครอบครองที่ดินแปลงเช่นนี้
หากปรากฏว่า การซื้อขายที่ดินสิทธิครอบครองที่มีข้อกำหนดห้ามโอน จะได้สิทธิครอบครองเมื่อไหร่ ทนายความเชียงใหม่ให้คำตอบว่า ได้เมื่อท่านผู้ซื้อได้ครอบครองเมื่อพ้นข้อกฎหมายห้ามโอนแล้วทันที
หากท่านต้องการบทความตัวเต็มสามารถอ่านได้ที่
https://www.xn--42cgi4cjab1btnchd1exbza5gvad6dvnqc6f.com/%E0%B8%8B%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%99.html
 

ขอบคุณบทความจาก : https://www.นพนภัสทนายความเชียงใหม่.com

Tags : ทนายเชียงใหม่

2
ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนว่า วันที่ในเช็คสำคัญยังไงบ้าง วันที่ในเช็คเป็นวันที่ครบกำหนดใช้เงินตามเช็ค ดังนั้น ทนายความเชียงใหม่ขอชี้แจงว่า วันที่ในเช็คจึงมีความสำคัญมาก เพราะหากมิอาจมีวันที่ในเช็คแล้ว ย่อมไม่อาจทราบได้ว่า เช็คถึงกำหนดใช้เงินตามเช็คเมื่อไหร่ ซึ่งจากความสำคัญของวันที่ในเช็ค ย่อมส่งผลทางด้านกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นทางด้านกฎหมายแพ่งและด้านกฎหมายที่มีโทษทางอาญาหรือพระราชบัญญัติว่าความรับผิดอันเกิดจากการใช้เช็คนั้นเอง
                ทางด้านกฎหมายแพ่งนั้น กฎหมายกำหนดว่า ผู้ทรงเช็คกระทำการโดยสุจริตสามารถกรอกวันที่ในเช็คโดยการกรอรกนั้นจะต้องเป็นวันที่ได้ตกลงกับผู้ออกเช็คแล้วว่าให้ลงวันที่ในเช็คในวันใด ผู้ทรงเช็คจึงสามารถกรอกวันที่ในเช็คตามที่ได้ตกลงนั้นได้ เมื่อกรอกวันที่ในเช็คด้วยความสุจริตแล้ว ย่อมมีผลทำให้เป็นวันที่ถึงกำหนดชำระเงินตามเช็คตามที่กรอกวันที่โดยสุจริตนั้นได้
                ทางด้านกฎหมายอาญานั้น กฎหมายกำหนดว่า ผู้ออกเช็คจะต้องกรอกวันที่ในเช็ค ณ ขณะออกเช็ค หากไม่ได้กรอกวันที่ในเช็คในขณะออกเช็ค ย่อมถือว่าไม่มีวันที่ได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค จึงไม่มีความผิดตามกฎหมายดังกล่าว(ทนายเชียงใหม่)
                ดังนั้น หากมิอาจได้กรอกวันที่ในเช็คในด้านกฎหมายทางแพ่งและทางด้านกฎหมายอาญามีผลทางด้านกฎหมายต่างกัน
                หากท่านต้องการอ่านบทความตัวเต็มสามารถคลิกได้ที่ลิงค์นี้
                https://www.xn--42cgi4cjab1btnchd1exbza5gvad6dvnqc6f.com/%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%94%20%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%9A%20%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%87%E0%B8%84%20%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%87%E0%B8%84.html

เครดิต : https://www.xn--42cgi4cjab1btnchd1exbza5gvad6dvnqc6f.com/

Tags : ทนายเชียงใหม่,ทนายเชียงใหม่

3
ทนายความเชียงใหม่เมื่อมีการซื้อขายฝากที่ดินแล้วโดยไม่ได้กรอกระบุว่า ให้รวมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินด้วย นั้นแปลความได้ว่าจะต้องไม่รวมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินด้วย นั้นหมายความว่า หากข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้ หากว่าได้มีการก่อสร้างบ้านบนที่ดินที่ขายฝากแล้ว ต่อมาไม่มีการไถ่ที่ดินคืนภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ บ้านย่อมเป็นของเจ้าของที่ดินแต่เจ้าของที่ดินย่อมต้องใช้ราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นเพราะการปลูกสร้างบ้านบนที่ดินนั้น โดยท่านสามารถอ่านตัวเต็มของบทความได้ที่
https://www.xn--42cgi4cjab1btnchd1exbza5gvad6dvnqc6f.com/%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9D%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%20%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%96%E0%B9%88.html
ซึ่งทนายเชียงใหม่ได้นำเอาบทความดีมาจากเว็บไซต์ของทนายความเชียงใหม่[/i]ซึ่งมีอีกหลายบทความที่น่าสนใจ ท่านผู้สามารถคลิกไปที่ความรู้กฎหมายของเว็บด้านล่างนี้ได้

ขอบคุณบทความจาก : https://www.นพนภัสทนายความเชียงใหม่.com/

Tags : ทนายความเชียงใหม่,ทนายเชียงใหม่,ทนายความเชียงใหม่

4
               เราชาวบ้านย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่รู้ว่า เมื่อเราได้ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว จะมีต้องทำอย่างไรให้เป็นผลตามกฎหมาย
               ซึ่งในวันนี้ ทนายความเชียงใหม่ จะได้นำเสนอแง่คิดว่า เมื่อได้กรรมสิทธิ์แล้วจะต้องดำเนินการอย่างไร ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนว่า การครอบครองปรปักษ์นั้นจะต้องได้ครอบครองที่ดินของผู้อื่นเป็นระยะเวลา ๑๐ ปี ต่อติดกันจึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นสิทธิที่กฎหมายกำหนดว่า เรามีสิทธิระหว่าง เจ้าของที่ดินที่มีชื่อขณะได้กรรมสิทธิ์เท่านั้น ไม่รวมถึงผู้ที่ได้ซื้อที่ดินต่อไปจากผู้มีชื่อในโฉนดที่ดิน ซึ่งตามกฎหมายเรียกว่า บุคคคลสิทธิ หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า ใช้ต่อสู้กับผู้ที่เป็นเจ้าที่ดินตอนเราครอบครองปรปักษ์เท่านั้น โดยการครอบครองปรปักษ์นี้ กฎหมายได้กำหนดให้สามารถครอบครองได้อย่างทรัพยสิทธิ คือ ครอบครองโดยใช้ยืนกับบุคคลอื่นได้ แต่ต้องมีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับเจ้าของที่ดินนั้นๆ จึงจะสามารถนำไปจดทะเบียนต่อสำนักงานที่ดินได้

รายละเอียดนั้น ขอให้ คลิกที่นี้ เพื่อดูรายละเอียด
https://www.xn--42cgi4cjab1btnchd1exbza5gvad6dvnqc6f.com/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3.html


เครคิดจาก https://www.xn--42cgi4cjab1btnchd1exbza5gvad6dvnqc6f.com/

tags:ทนายความเชียงใหม่,ทนายเชียงใหม่

5
อื่นๆ / Re: ทำลายที่อยู่ที่อาศัยผู้บุกรุกป่า
« เมื่อ: มิถุนายน 28, 2019, 02:35:54 pm »
ขออนุญาตดันกระทู้

6
อื่นๆ / เจ้าหนี้มีสิทธิตามกฎหมายอย่างไรฅเ
« เมื่อ: มิถุนายน 18, 2019, 04:53:30 pm »
ในบางคราว เจ้าหนี้ก็ไม่รู้สิทธิตามข้อกำหนดของกฎหมายของตนเอง บ้างก็ใช้สิทธิตามกฎหมายไม่ได้ถูกต้อง บ้างก็ไม่ได้ใช้สิทธิตามกฎหมายแต่ใช้แรงกายในการบังคับชำระหนี้ หรือที่เรียกว่า ศาลเตี้ย ซึ่งไม่ได้ส่งผลที่ดีต่อการเป็นเจ้าหนี้ เพราะการเป็นเจ้าหนี้ที่ถูกต้องจะต้องดำเนินการฟ้องคดีเพื่อให้ได้มาซึ่งการชำระหนี้
ที่จะได้พูดถึงดังต่อไปนี้ ทนายความเชียงใหม่จะได้มาเสนอข้อกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิยึดหน่วยว่า เจ้าหนี้มีสิทธิโดยชอบธรรมเพื่อให้ได้รับชำระหนี้ตามมูลหนี้ตามกฎหมายให้ได้มากที่สุด ก็ถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรม
ซึ่งสิทธิยึดหน่วยนี้ตามกฎหมายแล้วปรากฏอยู่ในมาตรา ๒๔๑ “ผู้ใดเป็นผู้ครองทรัพย์สินของผู้อื่น และมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเกี่ยวด้วยทรัพย์สินซึ่งครองนั้นไซร้ ท่านว่าผู้นั้นจะยึดหน่วงทรัพย์สินนั้นไว้จนกว่าจะได้ชำระหนี้ก็ได้ แต่ความที่กล่าวนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ เมื่อหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนด อนึ่งบทบัญญัติในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าการที่เข้าครอบครองนั้นเริ่มมาแต่ทำการอันใดอันหนึ่งซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย” โดยหลักเกณฑ์นั้น ต้องเป็นหนี้ที่เกี่ยวข้องกับตัวทรัพย์ เป็นหลักจึงจะเป็นสิทธิยึดหน่วยทรัพย์สินได้
โดยทนายเชียงใหม่ จึงได้จัดทำบทความนี้ขึ้นมาเพื่อให้เจ้าหนี้ทั้งหลายสามารถใช้สิทธิที่โดยชอบธรรมตามกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างแท้จริง
โดยท่านสามารถเข้าไปอ่านบทความตัวเต็มได้ที่ https://www.นพนภัสทนายความเชียงใหม่.com/สิทธิยึดหน่วงทรัพย์สินของเจ้าหนี้.html

ขอบคุณบทความจาก : https://www.xn--42cgi4cjab1btnchd1exbza5gvad6dvnqc6f.com/

Tags : ทนายเชียงใหม่

7
อื่นๆ / สัญญาจ้างทำของ
« เมื่อ: มิถุนายน 18, 2019, 02:52:55 pm »
การที่เราว่าจ้างให้ผู้รับเหมามาก่อสร้างบ้านให้แก่เรา แล้วเราร่างสัญญาว่า ให้กรรมิสิทธิ์ในงวดงานก่อสร้างต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเรา หากว่ามีการผิดสัญญาว่าจ้างหรือมีการบอกเลิกสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง โดยผลการของการร่างสัญญาในลักษณะนี้ จะมีผลทางกฎหมายอย่างไร ผลจึงอยากให้ท่านผู้อ่า่นทุกท่านได้ชมกรณีตัวอย่างนี้ครับ โดยสามารถคลิกดูได้ที่ 
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nopnapatlaw99&group=1

8
อื่นๆ / สัญญาจ้างทำของ
« เมื่อ: มิถุนายน 18, 2019, 11:33:46 am »
การที่เราว่าจ้างให้ผู้รับเหมามาก่อสร้างบ้านให้แก่เรา แล้วเราร่างสัญญาว่า ให้กรรมิสิทธิ์ในงวดงานก่อสร้างต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเรา หากว่ามีการผิดสัญญาว่าจ้างหรือมีการบอกเลิกสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง โดยผลการของการร่างสัญญาในลักษณะนี้ จะมีผลทางกฎหมายอย่างไร ผลจึงอยากให้ท่านผู้อ่า่นทุกท่านได้ชมกรณีตัวอย่างนี้ครับ โดยสามารถคลิกดูได้ที่ 
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nopnapatlaw99&group=1

9
อื่นๆ / สัญญาจ้างทำของ
« เมื่อ: มิถุนายน 18, 2019, 08:29:40 am »
การที่เราว่าจ้างให้ผู้รับเหมามาก่อสร้างบ้านให้แก่เรา แล้วเราร่างสัญญาว่า ให้กรรมิสิทธิ์ในงวดงานก่อสร้างต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเรา หากว่ามีการผิดสัญญาว่าจ้างหรือมีการบอกเลิกสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง โดยผลการของการร่างสัญญาในลักษณะนี้ จะมีผลทางกฎหมายอย่างไร ผลจึงอยากให้ท่านผู้อ่า่นทุกท่านได้ชมกรณีตัวอย่างนี้ครับ โดยสามารถคลิกดูได้ที่ 
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nopnapatlaw99&group=1

10
อื่นๆ / สัญญาจ้างทำของ
« เมื่อ: มิถุนายน 18, 2019, 01:09:10 am »
การที่เราว่าจ้างให้ผู้รับเหมามาก่อสร้างบ้านให้แก่เรา แล้วเราร่างสัญญาว่า ให้กรรมิสิทธิ์ในงวดงานก่อสร้างต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเรา หากว่ามีการผิดสัญญาว่าจ้างหรือมีการบอกเลิกสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง โดยผลการของการร่างสัญญาในลักษณะนี้ จะมีผลทางกฎหมายอย่างไร ผลจึงอยากให้ท่านผู้อ่า่นทุกท่านได้ชมกรณีตัวอย่างนี้ครับ โดยสามารถคลิกดูได้ที่ 
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nopnapatlaw99&group=1

11
การที่เราว่าจ้างให้ผู้รับเหมามาก่อสร้างบ้านให้แก่เรา แล้วเราร่างสัญญาว่า ให้กรรมิสิทธิ์ในงวดงานก่อสร้างต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเรา หากว่ามีการผิดสัญญาว่าจ้างหรือมีการบอกเลิกสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง โดยผลการของการร่างสัญญาในลักษณะนี้ จะมีผลทางกฎหมายอย่างไร ผลจึงอยากให้ท่านผู้อ่า่นทุกท่านได้ชมกรณีตัวอย่างนี้ครับ โดยสามารถคลิกดูได้ที่ 
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nopnapatlaw99&group=1

แล้วโปรดพิจารณาว่า ท่านจะร่างข้อสัญญาเช่นนี้อยู่อีกหรือไม่

12
อื่นๆ / การออกจากบ้านแล้วไม่ได้ติดต่อกันเ
« เมื่อ: มิถุนายน 13, 2019, 12:19:41 pm »

 :)เรื่องของครอบครัวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เราต้องทำความเข้าใจในครอบครัวมากขึ้น และต้องเอาใจใส่มากขึ้นด้วย การที่คนจะอยู่ร่วมกันได้ในสังคมอย่างมีความสุขได้นั้น ก็ล้วนแล้วแต่มาการรากฐานของครอบครัวแต่ละครอบครัวที่จะปลูกฝังในบุตรของตนมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากเพียงใด สังคมที่ดีของประเทศใด ย่อมสะท้อนการเอาใจใส่ของคนในครอบครัวของประเทศนั้นตามไปด้วย
ในการตัดสินในที่จะออกจากบ้านไป โดยไม่ได้สนใจคนในครอบครัวว่าจะมีความเดือนร้อนอย่างไร คู่สมรสและบุตรจะใช้ชีวิตอย่างไรนั้น ย่อมเป็นการเอารัดเอาเปรียบคนในครอบครัว ดังนั้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาข้างต้น ผลการของการออกจากบ้านโดยไม่มีเหตุ แล้วจะนำเหตุที่ตนก่อมาเป็นเหตุในการฟ้องหย่า ย่อมไม่สามารถฟ้องคดีได้  :o
กรณีดังที่กล่าวมานี้ ได้มีคำตัดสินไว้ในคำตัดสินที่  8)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2345/2552
ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุเหตุหย่าเพียงการละทิ้งร้างกันเกินกว่าหนึ่งปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) ไม่ได้ระบุถึงการสมัครใจแยกกันอยู่เพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีตามมาตรา 1516 (4/2) และแม้ว่าคำฟ้องโจทก์แนบบันทึกตกลงแยกทางกันด้วยว่า "ศ. (จำเลย) มีความประสงค์ขอแยกทางกันอยู่กับ ว. (โจทก์) และ ว. ก็ยินยอม" ไว้ท้ายคำฟ้องก็ตาม แต่เหตุหย่าตาม 1516 (4/2) นั้น ไม่ได้มีเพียงระยะเวลาที่แยกกันอยู่เกินสามปีเท่านั้น ยังต้องมีองค์ประกอบอื่นอีกคือ ต้องเป็นเพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาด้วย ซึ่งโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงองค์ประกอบดังกล่าวไว้ ฟ้องของโจทก์ในประเด็นนี้จึงไม่ชอบ ไม่ถือว่าคำฟ้องโจทก์มีเหตุหย่าตามบทบัญญัติในมาตรา 1516 (4/2) กรณีสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีด้วย :'(

ตามบันทึกตกลงแยกทางกันนั้นได้บันทึกถึงเหตุที่โจทก์และจำเลยต้องทำบันทึกดังกล่าว และภายหลังทำบันทึกตกลง จำเลยไม่เคยพูดเรื่องขอจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ แต่จำเลยเคยพูดกับโจทก์ให้กลับมาอยู่กับจำเลยและบุตรอีก การบันทึกข้อความเรื่องแยกกันอยู่ดังกล่าวจึงเป็นความประสงค์อันเป็นเจตนาของโจทก์แต่ฝ่ายเดียว การที่จำเลยยอมลงลายมือชื่อในบันทึกตกลงเชื่อว่าเพราะเกรงว่าจะไม่ได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์ ซึ่งโจทก์ก็ยอมรับความจริงในข้อนี้ ก็ยิ่งย้ำให้เห็นชัดแจ้งว่ามีสาระเพื่อได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง กรณีจึงไม่ใช่กล่าวอ้างขึ้นมาลอยๆ การพิจารณาข้อความในบันทึกตกลงในเรื่องแยกกันอยู่จึงพิจารณาเฉพาะข้อความในเอกสารโดยไม่พิจารณาถึงเจตนาของจำเลยย่อมไม่ชอบ ทั้งโจทก์ก็รับว่าโจทก์เป็นผู้ออกจากบ้านพักของจำเลยไปเอง กรณีจึงถือว่าโจทก์สมัครใจแยกกันอยู่กับจำเลยฝ่ายเดียว จำเลยหาได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์แต่อย่างใดไม่ ดังนั้น จำเลยจึงไม่ได้ละทิ้งร้างโจทก์เกินกว่าหนึ่งปี อันเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้ตามมาตรา 1516 (4) ซึ่งการไม่ให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยนี้ก็ไม่ได้ขัดแย้งกับข้อยุติเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู กรณีจึงไม่มีเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4) :P

สิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลที่จะได้รับ

13
อื่นๆ / จงใจทิ้งร้างตามกฎหมาย อย่างไรจึงจะ
« เมื่อ: มิถุนายน 12, 2019, 05:28:22 pm »
บางคนได้เข้าใจว่า กรณีเช่นของตนเองเป็นการทิ้งร้าง และได้นำไปปรึกษานักกฎหมาย แต่กลับได้คำตอบว่า กรณีไม่ใช่เหตุทิ้งร้างที่จะนำมาเป็นเหตุในการฟ้องคดีต่อศาลเพื่อฟ้องหย่าคู่สมรสของตนเองได้ ซึ่งปัจจุบัน การแยกทางกันมามากขึ้นทุกวัน เพราะการดำเนินชีวิตของเราในสมัยนี้มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมมาก มีเครื่องอำนวยความสะดวก ทำให้ง่ายต่อการติดต่อ รวดเร็ว ทำให้ปัจจัยเหล่านี้ อารมณ์ของเราย่อมเปลี่ยนแปลงรวดเร็วไปด้วย แนะนอนว่า เมื่อรวดเร็วแล้วต้องมากับความใจร้อน และเป็นต้นสายปลายเหตุที่ทำให้เกิดการตัดสินใจแบบกะทันหันทำให้สูญเสียคนรักไปได้ กลับมาที่เรื่องเหตุฟ้องหย่ากันครับว่า อย่างไรเรียกว่า ทิ้งร้าง
ทิ้งร้างนั้น ตามกฎหมายแล้ว จะต้องเป็นผู้ถูกกระทำกล่าวคือ ต้องเป็นฝ่ายถูกกระทำให้อยู่คนเดียวหรือเรียกภาษาชาวบ้านว่า โดนทิ้ง หรือเรียกภาษาวัยรุ่นว่า โดนเท นั้นเอง แบบนี้ พอจะเข้าใจได้ง่ายๆ แล้วใช่หรือไม่ว่า คำว่า ทิ้งร้างตามกฎหมายแล้ว มีความหมายว่าเช่นไร
ดังนั้น จึงให้พิจารณาจากคำตัดสินของศาลดังนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2345/2552
โจทก์ฟ้องโดยอาศัยเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) โดยอ้างว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกินหนึ่งปีไม่ได้ระบุถึงการสมัครใจแยกกันอยู่เพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมา แม้โจทก์จะอ้างข้อตกลงแยกทางตามเอกสารท้ายคำฟ้องก็ตาม แต่เหตุหย่าตาม มาตรา 1516 (4/2) นั้น ไม่ได้มีเพียงระยะเวลาที่แยกกันอยู่เกินสามปีเท่านั้น ยังต้องมีองค์ประกอบอื่นอีก คือต้องเป็นเพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมา ซึ่งโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงองค์ประกอบดังกล่าวไว้ ฟ้องของโจทก์ในประเด็นนี้จึงไม่ชอบ ถือว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่มีเหตุหย่าตามบทบัญญัติในมาตรา 1516 (4/2)
โจทก์ยอมรับว่าโจทก์เป็นผู้ออกจากบ้านพักของจำเลยไปเอง กรณีจึงถือว่าโจทก์สมัครใจแยกกันอยู่กับจำเลยฝ่ายเดียว จำเลยหาได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์แต่อย่างใดไม่ จำเลยจึงไม่ได้ละทิ้งร้างโจทก์เกินกว่าหนึ่งปี อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4)
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ทนายความเชียงใหม่

เครดิตบทความจาก : https://www.นพนภัสทนายความเชียงใหม่.com/

Tags : ทนายความเชียงใหม่

14
อื่นๆ / การออกจากบ้านแล้วไม่ได้ติดต่อกันเ
« เมื่อ: มิถุนายน 12, 2019, 03:37:06 pm »
เรื่องของครอบครัวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เราต้องทำความเข้าใจในครอบครัวมากขึ้น และต้องเอาใจใส่มากขึ้นด้วย การที่คนจะอยู่ร่วมกันได้ในสังคมอย่างมีความสุขได้นั้น ก็ล้วนแล้วแต่มาการรากฐานของครอบครัวแต่ละครอบครัวที่จะปลูกฝังในบุตรของตนมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากเพียงใด สังคมที่ดีของประเทศใด ย่อมสะท้อนการเอาใจใส่ของคนในครอบครัวของประเทศนั้นตามไปด้วย
ในการตัดสินในที่จะออกจากบ้านไป โดยไม่ได้สนใจคนในครอบครัวว่าจะมีความเดือนร้อนอย่างไร คู่สมรสและบุตรจะใช้ชีวิตอย่างไรนั้น ย่อมเป็นการเอารัดเอาเปรียบคนในครอบครัว ดังนั้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาข้างต้น ผลการของการออกจากบ้านโดยไม่มีเหตุ แล้วจะนำเหตุที่ตนก่อมาเป็นเหตุในการฟ้องหย่า ย่อมไม่สามารถฟ้องคดีได้
กรณีดังที่กล่าวมานี้ ได้มีคำตัดสินไว้ในคำตัดสินที่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2345/2552
ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุเหตุหย่าเพียงการละทิ้งร้างกันเกินกว่าหนึ่งปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) ไม่ได้ระบุถึงการสมัครใจแยกกันอยู่เพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีตามมาตรา 1516 (4/2) และแม้ว่าคำฟ้องโจทก์แนบบันทึกตกลงแยกทางกันด้วยว่า "ศ. (จำเลย) มีความประสงค์ขอแยกทางกันอยู่กับ ว. (โจทก์) และ ว. ก็ยินยอม" ไว้ท้ายคำฟ้องก็ตาม แต่เหตุหย่าตาม 1516 (4/2) นั้น ไม่ได้มีเพียงระยะเวลาที่แยกกันอยู่เกินสามปีเท่านั้น ยังต้องมีองค์ประกอบอื่นอีกคือ ต้องเป็นเพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาด้วย ซึ่งโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงองค์ประกอบดังกล่าวไว้ ฟ้องของโจทก์ในประเด็นนี้จึงไม่ชอบ ไม่ถือว่าคำฟ้องโจทก์มีเหตุหย่าตามบทบัญญัติในมาตรา 1516 (4/2) กรณีสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีด้วย
 
ตามบันทึกตกลงแยกทางกันนั้นได้บันทึกถึงเหตุที่โจทก์และจำเลยต้องทำบันทึกดังกล่าว และภายหลังทำบันทึกตกลง จำเลยไม่เคยพูดเรื่องขอจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ แต่จำเลยเคยพูดกับโจทก์ให้กลับมาอยู่กับจำเลยและบุตรอีก การบันทึกข้อความเรื่องแยกกันอยู่ดังกล่าวจึงเป็นความประสงค์อันเป็นเจตนาของโจทก์แต่ฝ่ายเดียว การที่จำเลยยอมลงลายมือชื่อในบันทึกตกลงเชื่อว่าเพราะเกรงว่าจะไม่ได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์ ซึ่งโจทก์ก็ยอมรับความจริงในข้อนี้ ก็ยิ่งย้ำให้เห็นชัดแจ้งว่ามีสาระเพื่อได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง กรณีจึงไม่ใช่กล่าวอ้างขึ้นมาลอยๆ การพิจารณาข้อความในบันทึกตกลงในเรื่องแยกกันอยู่จึงพิจารณาเฉพาะข้อความในเอกสารโดยไม่พิจารณาถึงเจตนาของจำเลยย่อมไม่ชอบ ทั้งโจทก์ก็รับว่าโจทก์เป็นผู้ออกจากบ้านพักของจำเลยไปเอง กรณีจึงถือว่าโจทก์สมัครใจแยกกันอยู่กับจำเลยฝ่ายเดียว จำเลยหาได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์แต่อย่างใดไม่ ดังนั้น จำเลยจึงไม่ได้ละทิ้งร้างโจทก์เกินกว่าหนึ่งปี อันเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้ตามมาตรา 1516 (4) ซึ่งการไม่ให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยนี้ก็ไม่ได้ขัดแย้งกับข้อยุติเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู กรณีจึงไม่มีเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4)
 
สิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลที่จะได้รับ
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ทนายเชียงใหม่

ขอบคุณบทความจาก : https://www.นพนภัสทนายความเชียงใหม่.com/

Tags : ทนายเชียงใหม่

15
อื่นๆ / เจ้าหนี้จำนองมีสิทธิฟ้องคดีเยี่ยง
« เมื่อ: มิถุนายน 09, 2019, 09:21:20 pm »
บ้างคนอาจเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ แล้วมีการจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้เงินกู้ ซึ่งตามกฎหมายแล้ว เจ้าหนี้จำนองสามารถมีสิทธิตามกฎหมาย ๒ กรณี คือ การฟ้องคดีแบบธรรมดา หรือ การฟ้องคดีแบบบังคับจำนอง ซึ่งผลตามกฎหมายย่อมแตกต่างกัน กล่าวคือ การฟ้องคดีแบบธรรมดานั้นเจ้าหนี้สามารถยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ทุกอย่าง แต่มีขอบกพร่องตามกฎหมายคือ อาจถูกฟ้องขอเฉลี่ยทรัพย์ที่ยึด เป็นต้น ส่วนการฟ้องแบบบังคับจำนองนั้น เจ้าหนี้สามารถยึดทรัพย์สินได้เฉพาะทรัพย์ที่จำนองเท่านั้น เว้นแต่ได้ทำข้อตกลงยกเว้นเอาไว้ และมีข้อดีที่ว่า หากมีการบังคับคดีขายที่ดินที่จำนองแล้ว ย่อมได้รับเงินเป็นเต็มก่อนเจ้าหนี้รายอื่นหรือที่เรียกว่า เจ้าหนี้บุริมสิทธิ์นั้น เอง
ทั้งนี้ มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้ตัดสินเอาไว้ ดังนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 932/2550
การจำนองเป็นสัญญาเอาทรัพย์สินตราไว้เป็นการประกันหนี้โดยมีหนี้ประธานและจำนองอันเป็นอุปกรณ์ของหนี้นั้น ซึ่งอาจแยกออกเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ เจ้าหนี้จึงชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องอย่างหนี้สามัญ คือ บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินทั่วไปของลูกหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 หรือจะบังคับจำนอง คือ ใช้บุริมสิทธิ์บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 728 ก็ได้ ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับว่าในกรณีซึ่งเป็นหนี้จำนองแล้ว ผู้เป็นเจ้าหนี้จะฟ้องร้องบังคับลูกหนี้อย่างหนี้สามัญตามมาตรา 214 ไม่ได้ เป็นแต่เพียงกฎหมายบังคับว่า ในกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิบังคับจำนองสิทธิของโจทก์ย่อมตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 733 เท่านั้น ประกอบกับมาตรา 733 มิได้บังคับว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองได้แต่ทางเดียว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินได้ เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยรวมทั้งทรัพย์ที่จำนองได้ มิใช่โจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้แต่เฉพาะที่ดินที่จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้เท่านั้น
 
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ทนายความเชียงใหม่

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง : https://www.นพนภัสทนายความเชียงใหม่.com/

Tags : ทนายความเชียงใหม่,ทนายเชียงใหม่

หน้า: [1] 2 3 ... 13